การใช้ละครสร้างสรรค์ในการพัฒนาผู้เรียน
  • ความเป็นมาของละครสร้างสรรค์ในประเทศไทย

คำว่า "ละครสร้างสรรค์" (Creative Drama) อาจจะแลดูคล้ายศัพท์ทางการศึกษาที่ค่อนข้างใหม่ ทั้งๆที่ในประเทศไทยนั้นมีการใช้คำว่า "ละครสร้างสรรค์" ในหลักสูตรด้านการละครในระดับอุดมศึกษาบางแห่งมาอย่างน้อย 28 ปีแล้ว โดยเริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ที่ภาควิชาศิลปการละคร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี อาจารย์ อรชุมา ยุทธวงศ์ เป็นผู้บุกเบิกวางหลักสูตรทางด้านนี้ และที่ภาควิชาการละคอน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีการเปิดสอนสาระ "ละครสร้างสรรค์" ในรายวิชา ละครเพื่อการศึกษา (Theatre-In-Education) โดยมีอาจารย์ วันดี ลิมปิวัฒนา เป็นผู้วางรากฐานไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 จวบจนปัจจุบัน และสาขาศิลปะการแสดง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ก็ได้เปิดสอนรายวิชา "ละครสร้างสรรค์" มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 นอกเหนือจากการเปิดเป็นวิชาเรียนในสถาบันอุดมศึกษาดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีกลุ่มองค์กรเอกชน (NGO) เช่นสถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา(มายา) (ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ..2524) กลุ่มละครการศึกษา "กะจิดริด" (ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2539) ที่ใช้ "ละครสร้างสรรค์" ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อเด็กและเยาวชน ตลอดจนมีการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับครูและผู้นำเยาวชนอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันนี้ สถาบันสอนศิลปะการแสดงโดยเอกชนก็เริ่มมีการเปิดสอนวิชานี้ให้กับเด็กและเยาวชนเช่นกัน เช่น สถาบัน "บางกอกการละคร" และ สถาบัน "Thinking Factory" เป็นต้น

แม้จะเป็นที่รู้กันว่าครูไทยจำนวนมากมีการใช้ละครในห้องเรียนเพื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่สนุกสนาน แต่ยังไม่ปรากฏผลการวิจัยที่เกี่ยวกับจำนวน วิธีการและประสิทธิผลของครูที่ใช้ละครห้องเรียน ดังนั้น จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าครูไทยมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ละครในฐานะที่เป็นยุทธศาสตร์ การสอนได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพประกอบกับการที่ยังไม่มีการบรรจุรายวิชาด้านศิลปะการละคร โดยเฉพาะวิชา"ละครสร้างสรรค์" (หรือละครที่ใช้ในการศึกษา (Drama-In-Education)) ในการฝึกบุคคลากรที่จะประกอบวิชาชีพครูอย่างเป็นระบบที่เอาจริงเอาจัง จึงไม่อาจสรุปได้ว่าครูของเรามี ความพร้อมในการใช้ละครเพื่อการพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้นักศึกษาที่จบปริญญาตรีด้านศิลปะการละคร บางส่วนที่สนใจวิชาชีพครู ก็ไม่มีความรู้และทักษะด้านวิชาชีพครูอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ผู้ที่จบการศึกษา ด้านศิลปะการละครนิยมประกอบอาชีพอื่นมากกว่าอาชีพครู อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ละครเพื่อ พัฒนาผู้เรียนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น เป็นปัญหาของการที่ "ครูผู้สอนไม่มีความรู้และทักษะด้านการ ละครที่เพียงพอ" และปัญหาที่ "ผู้มีความรู้และทักษะด้านการละครก็ไม่ได้มีทักษะการสอน" ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องกระทำทั้งสองด้าน คือสร้างองค์ความรู้และฝึกทักษะเฉพาะทางให้กับครูผู้สอน และเสริมความรู้ด้านทักษะการสอนให้กับผู้ที่มีทักษะด้านละครมาเรียบร้อยแล้ว
โครงการวิจัยฯนี้ น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเชื่อมทักษะระหว่างทักษะของการสอน กับ ทักษะด้านการละคร เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน แม้ว่า "ละครสร้างสรรค์" สามารถที่จะเป็นยุทธศาสตร์การสอนได้ในหลายๆรายวิชา แต่เพื่อให้โครงการวิจัยฯนี้ สอดคล้องกับสภาพของการปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบัน ประจวบกับสภาวะการณ์ที่ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 โดยให้มีการบรรจุ "ละครสร้างสรรค์" ไว้ในสาระ "นาฏศิลป์"เอาไว้อยู่แล้ว ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงเริ่มต้นจากการใช้วิชา "นาฏศิลป์" ให้เป็นวิชานำร่องในการใช้ "ละครสร้างสรรค์" ในฐานะที่เป็นนวัตกรรมในการสอน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า "ละครสร้างสรรค์" สามารถเป็นยุทธศาสตร์การสอน สามารถพัฒนาผู้เรียน และสามารถบูรณาการการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายจริง

  • ละครสร้างสรรค์กับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542

ละครสร้างสรรค์ (Creative Drama) เป็นละครที่ใช้ในการศึกษา (Drama in Education) ซึ่งเน้นที่กระบวนการเรียนรู้ผ่านการสมมติบทบาท หรือการแสดงละคร ภายใต้บรรยากาศที่ปลอดภัยและเน้นอิสรภาพในการคิดและการแสดงออกของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแสดงออกซึ่งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์โดยใช้ทักษะในด้านการแสดงออกด้วยร่างกายและภาษา ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ ตีความหมาย ตลอดจนทักษะของการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งรวมถึงทักษะการจัดการกับปัญหา ทั้งหมดนี้เป็นการทำงานเพื่อที่จะได้เรียนรู้ในประเด็นต่างๆอันเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์ เพื่อที่จะให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในประเด็นการเรียนรู้นั้นๆ

ทั้งนี้ "ละครสร้างสรรค์" มีความแตกต่างจาก "ละครเวที" โดยทั่วไปตรงที่ว่า "ละครสร้างสรรค์" (Creative Drama) หรือ "ละครที่ใช้ในการศึกษา" (Drama-In-Education) นั้นมิได้มุ่งเน้นในการแสดงเพื่อ "ผู้ชม" ที่เป็นทางการ แต่มุ่งเน้นที่จะใช้ "กระบวนการ" ในการ "พัฒนา" ผู้เรียนในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) จิตพิสัย (Affective Domain) และทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ตลอดจนเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองและผู้อื่นอย่างมีความสุข ดังนั้น วิธีการประเมินผลผู้เรียน จึงประเมินจากการสังเกต "พัฒนาการ" ทั้ง 3 ด้านของผู้เรียน โดยที่ผู้ประเมินจำเป็นต้องสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ และการร่วมกิจกรรมของผู้เรียน ตลอดจนทำการทดสอบทักษะในด้านต่างๆควบคู่ไปกับการเรียนการสอน ในการนี้ "ครู" หรือ "ผู้นำกิจกรรม" จะต้องมีความรู้ ความสามารถในการทำหน้าที่ของ "ผู้อำนวยความสะดวก" (Facilitator) ในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็น "ศูนย์กลาง" ในการเรียนรู้อย่างแท้จริง

จากลักษณะของละครสร้างสรรค์ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น จะเห็นได้ว่า ละครสร้างสรรค์มีลักษณะที่สอดคล้องกับหลักการ และแนวทางในการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542 เป็นอย่างยิ่ง

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542 ได้กำหนดความมุ่งหมายและหลักการของการจัดการศึกษาไว้ใน มาตรา 6 ว่า "การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข"

และได้กำหนดลักษณะของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ ไว้ใน มาตรา 24 ดังนี้คือ

"(1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนีดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
(2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
(3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
(4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆอย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา
(5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่ง วิทยาการประเภทต่างๆ
(6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ"

นอกจากนี้วิธีการประเมินผลในละครสร้างสรรค์ยังสอดคล้องกับหลักการในการประเมินผลผู้เรียนใน มาตรา 26 ซึ่ง "ให้ประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียน การสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา"

โครงการวิจัยฯนี้ จึงประเมินผลผู้เรียนด้วยวิธีการประเมินผลจาก บันทึกของผู้เรียน บันทึกของครู การสอบข้อเขียน การสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน การตรวจสอบผลงาน โครงงานของผู้เรียน ตลอดจนการสัมภาษณ์ผู้เรียน การ ประมวลผลการเรียนรู้จึงน่าจะมีความแม่นยำในระดับหนึ่งเนื่องจากมีการใช้วิธีการประเมินผลหลายวิธีตามที่ได้ กล่าวมาทั้งหมด

ประวัติของ "ละครสร้างสรรค์" (Rosenberg, 1982 : 18-37)

การใช้ละครการศึกษา (Educational Drama) หรือ ละครที่ใช้ในการศึกษา (Drama-in-Education) หรือ ละครสร้างสรรค์ (Creative Drama) เพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนนั้น มีประวัติความเป็นมาที่ต่อเนื่อง อยู่ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย และ ญี่ปุ่น แต่ประเทศที่มีการบุกเบิกและ นำเอาละครมาใช้ในการศึกษาในระบบอย่างเอาจริงเอาจังนั้นคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และแคนาดา

ทศวรรษที่ 1920 (ช่วงปี พ.ศ. 2463 - 2473)นับว่าเป็นยุคแรกที่นักการศึกษาในสหรัฐอเมริกา เช่น จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) ฟรานซิส ปาร์กเกอร์ (Francis Parker) วิลเลี่ยม เคิกร์กแพททริก (Wlliam Kirkpatrick) และ ฮิวจ์ เมิร์นส (Hugh Merns) ได้ริเริ่มแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาที่ว่า "การศึกษาที่สมบูรณ์นั้นต้องพัฒนาผู้เรียนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม หรือจิตใจ" นักการศึกษาเหล่านี้เล็งเห็นคุณค่าของศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณค่าของละคร (drama) ในการสร้างการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (experiential learning) ที่ไม่เหมือนการเรียนรู้ในลักษณะอื่นๆ ในยุคนี้ มีนักการศึกษาที่สำคัญคือ วินนีเฟร็ด วอร์ด (Winifred Ward) ซึ่งได้เริ่มให้ความสนใจกับ "กระบวนการ" ของละครที่ใช้ภายในห้องเรียน เพื่อ จุดประสงค์ในการเรียนรู้ของนักเรียน เธอเป็นคนแรกที่ใช้คำว่า Creative Dramatics (ซึ่งคำๆ นี้มีการเปลี่ยนเป็น Creative Drama ในยุคหลัง )

ทศวรรษที่ 1930 (พ.ศ. 2473 - 2483) เป็นยุคมืดทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็นยุคที่ชาวอเมริกันเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องของวัฒนธรรม และการศึกษา เป็นยุคที่พัฒนาการของละครสร้างสรรค์เป็นไปด้วยความรวดเร็วและราบรื่น วินนีเฟร็ด วอร์ด ได้ทำการทดลองกิจกรรมด้านละครในห้องเรียนหลายๆแบบ และมีการบันทึกการทดลองเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ในที่สุด ตำรา "Creative Dramatics" ก็ถือกำเนิดขึ้น ในปี 1930 และตามมาด้วยหนังสือ "Playmaking with Children" ในปี 1947 หนังสือทั้งสองเล่มยังคงให้ความรู้พื้นฐาน ในเชิงทฤษฎีอันเป็นประโยชน์ต่อการใช้ละครสร้างสรรค์ในห้องเรียนจวบจนทุกวันนี้ แนวทางของวอร์ดมีลักษณะ เฉพาะตัวดังนี้คือ

1. มีการฝึกทักษะให้กับผู้เรียนอย่างเป็นลำดับขั้นตอนจากง่ายไปยาก โดยเริ่มต้นจากการแสดงออกด้วยท่าทางการ เคลื่อนไหวและการใช้ท่าใบ้ และฝึกทักษะที่ยากขึ้นคือด้านการแสดงเป็นตัวละครโดยใช้ภาษาพูด จนสามารถแสดง ละครแบบพูดด้นสดได้ในที่สุด
2. ใช้วรรณกรรมในการเป็นวัตถุดิบสำหรับการทำกิจกรรมละครสร้างสรรค์
3. มีการวิเคราะห์ตัวละครเพื่อทำให้ผู้เรียนเข้าใจในสภาวะที่ตัวละครต้องเผชิญ
4. ครูหรือผู้นำกิจกรรมทำหน้าที่ของผู้ชี้แนะ
5. การแสดงละครเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง

ทศวรรษที่ 1940 (พ.ศ. 2483 - 2493) เป็นช่วงเวลาเดียวกับการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (ระหว่างค.ศ.1939 - 1945) (พ.ศ. 2482 - 2488) ยุคนี้ เป็นยุคที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มฟื้นตัวจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (The Great Depression ระหว่าง ค.ศ. 1929 - 1935) และการที่สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นก็เป็นเหตุให้โครงการด้านศิลปะและการศึกษาถูกระงับไว้ชั่วคราว แต่ยุคนี้ก็ได้ให้กำเนิด สมาคมละครการศึกษาแห่งอเมริกา (American Educational Theatre Association) และสมาคมละครสำหรับเด็กแห่งอเมริกา (Children's Theatre Association of America) การก่อตั้งสมาคมเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในการใช้ละครเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนในยุคต่อๆมา

ทศวรรษที่ 1950 (พ.ศ. 2493 - 2503) เป็นช่วงเวลาที่ "ละครสร้างสรรค์" ได้ถือกำเนิดอย่างเป็นรูปธรรมและเริ่มได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นศาสตร์ที่สำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในปี ค.ศ. 1950 คณะกรรมการทำเนียบขาวแห่งสหรัฐอเมริกาได้มีการจัดประชุมสัมมนา ในหัวข้อ "ความสำคัญของประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์และการแสดงออกด้วยศิลปะต่อการพัฒนาบุคคลิกภาพ" (Significance of Aesthetic Experience and Artistic Expression for Healthy Personality Development) การประชุมสัมมนาระดับชาติในครั้งนั้น ทำให้ศิลปะการละครได้รับการยอมรับในคุณค่าไมว่าจะเป็นคุณค่าในด้านศิลปะหรือด้านการศึกษา ยุคสมัยนี้ จึงเป็นยุคสมัยที่ให้กำเนิดนักการละครที่สนใจทำงานเพื่อการศึกษาโดยเป็นยุคที่แต่ละคนล้วนทำงานในขั้นบุกเบิกและทดลอง บุคคลที่โดดเด่นในช่วงนี้คือ เจอรัลดีน เบรน ซิกส์ (Gerladine Brain Siks) เป็นอาจารย์ด้านการละคร ณ University of Washington ได้เขียนหนังสือ และบทความต่างๆที่ว่าด้วยละครที่ใช้ในการศึกษาเป็นจำนวนมาก ผลงานที่โดดเด่นคือ หนังสือชื่อ "Creative Drama : An Art for Children" (1958) และ "Children's Theatre and Creative Drama" (1961) และ"Drama with Children" (1977) ซิกส์ ได้นำเสนอแนวคิดว่าด้วยการใช้ "กระบวนการ" (process-concept) ที่สอนให้ผู้เรียนได้เข้าใจใน "องค์ประกอบของการสร้างละคร" (เช่น ตัวละคร สถานที่ สถานการณ์ ความขัดแย้ง) ที่เป็นลำดับขั้นตอน โดยมีจุดประสงค์ที่จะให้ผู้เรียนได้ทำงานที่เป็น "ศิลปะ" (ซึ่งในที่นี้คือ ศิลปะการละคร) โดยมีผลพลอยได้เป็นเรื่องของทักษะด้านการใช้ภาษาเป็นหลัก ซิกส์ใช้วิธีการแบบ "ปฏิบัติการ" ที่เป็นระบบ ซึ่งครู หรือ นักการละครสามารถศึกษาและนำไปปฏิบัติตามได้

สรุปแล้ว สำหรับทศวรรษ 1950 นี้ การเคลื่อนไหวที่สำคัญคือ การเริ่มให้มีการเรียนการสอนวิชาละครสร้างสรรค์ และวิชาด้านศิลปะการละครเพื่อเด็กและเยาวชน ในมหาวิทยาลัยต่างๆในสหัฐอเมริกา

การเคลื่อนไหวในทำนองเดียวกัน ก็ได้เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ ปีเตอร์ สเลด (Peter Slade) ได้เขียนหนังสือ "Child Drama" ในปี 1954 ซึ่งเป็นหนังสือที่ส่งอิทธิพลในด้านความคิดเกี่ยวกับละครที่ใช้ในการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ถึงระดับมัธยมศึกษา นอกจากนี้ยังเขียน "Experience of Spontaneity" (1968) "Natural Dance" (1977) ซึ่งล้วนเป็นหนังสือที่สำคัญมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้บุกเบิกและเป็นประธานของสมาคมการศึกษาแห่งประเทศอังกฤษ (Educational Drama Association)อีกด้วย

ทศวรรษ 1960 (พ.ศ. 2503 - 2513) เป็นยุคแห่งความสว่างไสวของการศึกษาศิลปะในโรงเรียน สาเหตุหลักนั้นเป็นเพราะประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ได้ให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการในการใช้ศิลปะในโรงเรียนทั้วทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา จึงทำให้เกิดโครงการศิลปินในโรงเรียน (Artist-in-the Schools) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐบาลที่เป็นที่รู้จักกันดีว่า "สำนักงานสนับสนุนศิลปะแห่งชาติ (National Endowment for the Arts)" ซึ่งมีหน้าที่ในการสนับสนุนทั้งในด้านการเงิน การประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการงดเว้นภาษีให้กับโครงการศิลปะที่ไม่มุ่งแสวงหากำไร นอกจากนี้ ทศวรรษนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่มีการจัดประชุมสัมมนาละครการศึกษาในระดับนาๆชาติ ในปี 1967 ณ เมือง วอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

นับว่ายุคนี้ เป็นยุคที่ได้วางรากฐานด้านละครที่ใช้ในโรงเรียนและเป็นยุคที่วางรากฐานให้กับการสนับสนุนงานศิลปะโดยทั่วไปในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ส่งผลต่อพัฒนาการของศิลปะการละครในยุคต่อมา ส่วนในประเทศอังกฤษนั้น ไบรอัน เวย์ (Brian Way) ได้เขียนหนังสือเล่มสำคัญคือ "Development through Drama" (1967) ซึ่งได้ส่งอิทธิพลอย่างกว้างขวางต่อแนวคิดเชิงทฤษฏีว่าด้วยการใช้ละครในการพัฒนามนุษย์นับตั้งแต่ระดับปัจจเจกบุคคล ระดับครอบครัว สังคม ท้องถิ่น ประเทศ ไปจนกระทั่งระดับโลก หนังสือของ เวย์ ได้รับความนิยมมากที่สุดในการได้รับเลือกให้เป็น "ตำรา" ในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา

เวย์ เชื่อว่า กระบวนการฝึกฝนด้านละครนั้นมีลำดับขั้นตอนดังนี้ คือ เริ่มจากการฝึกสมาธิ ฝึกการใช้ประสาทสัมผัส การใช้จินตนาการ การใช้ร่างกาย การใช้ภาษาพูด การใช้อารมณ์ความรู้สึก และการใช้สติปัญญา ในคำว่า "ขั้นตอน" ของ เวย์ นั้น ไม่ใช่ขั้นตอนแบบ "ขั้นบันได" แต่เขาได้เสนอรูปแบบของวงกลมที่ซ้อนกันหลายๆวง โดยที่วงกลมที่อยู่ในสุดนั้น เป็นการฝึกประสบการณ์ในระดับปัจเจกบุคคล และในวงกลมที่อยู่ซ้อนขึ้นมานั้นเป็นประสบการณ์กับสิ่งที่อยู่รอบตัว เขาเน้นว่า คำว่า "กระบวนการ" ของเขานั้น จะเริ่มที่วงกลมวงไหนก่อนก็ได้ เพียงแต่ครู หรือ ผู้นำกิจกรรมจะต้องสร้างกระบวนการทางทักษะให้เหมาะสมกับประสบการณ์และความต้องการของผู้เรียน โดยทั้งหมดนี้ต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง (Landy, 1982 : 31)

ทศวรรษ 1970 (พ.ศ. 2513 - 2523) เป็นยุคที่มีการเคลื่อนไหวในเชิงรุกมากขึ้น ในปี ค.ศ. 1977 กลุ่มผู้นำด้านการละคร ครู และนักวิชาการชาวอเมริกันจำนวน 35 คนได้ประชุมครั้งสุดยอดที่รัฐ วิสคอนซิน (Wisconsin) ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อวางแผนด้านนโยบาย และแนวทางในการใช้ละครเพื่อการพัฒนาผู้เรียน มีการร่างนิยามคำศัพท์เฉพาะต่างๆเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน และมีการสร้างเครือข่ายด้านละครสร้างสรรค์ขึ้นทั่วประเทศ สมาพันธ์และมูลนิธิต่างๆเริ่มหันมาให้ความสนใจในการเผยแพร่ จัดฝึกอบรมสัมมนาให้กับครูและผู้บริหารอย่างกว้างขวาง เช่น มูลนิธิ จอห์น ดี ร้อกกี้ เฟลเลอร์ (John D. Rockefeller III) ได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญ "มาตั้งสติให้ถูกต้องกันดีกว่า" (Coming to Our Senses) ยุคนี้ เป็นยุคที่เริ่มมีการใช้ละครสร้างสรรค์กับกลุ่มประชากรที่หลากหลายขึ้น เช่น กลุ่มบุคคลพิเศษ (คนพิการ) กลุ่มผู้ใหญ่ ตลอดจนกลุ่มผู้สูงอายุ เป็นต้น โคลแมน เจนนิ่งส์ (Coleman Jennings) เป็นผู้บุกเบิกด้านละครสร้างสรรค์ที่สำคัญคนหนึ่งในยุคนี้

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ริชาร์ด คอร์ทนี (Richard Courtney) จากมหาวิทยาลัย University of Calgary ประเทศ แคนาดา ก็ได้บุกเบิกหลักสูตร "ละครเพื่อการพัฒนา" (Developmental Drama) เขาได้วางรากฐานการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ความสัมพันธ์ระหว่าง "นาฏการ" หรือ "ละคร" ในกระบวนการเจริญเติบโตของมนุษย์ ตลอดจนศึกษาอิทธิพลของละครที่มีต่อพัฒนาการทางด้านสังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จอห์น ฮอด์จสัน (John Hodgeson) จาก วิทยาลัยด้านศึกษาศาสตร์ Bretton Hall College ประเทศอังกฤษ ก็ได้จัดฝึกอบรมครูให้ใช้ละครที่ใช้ในห้องเรียน ยุคนี้ เป็นยุคที่นักการละครในการศึกษาจำนวนมากในประเทศอังกฤษได้วางรากฐานที่สำคัญไว้ในระบบการเรียนการสอน และการฝึกอบรมครู ไม่ว่าจะเป็น กาวิน โบลตั้น (Gavin Bolton) หรือ อัลเบิร์ต คูลลัม (Albert Cullum) เป็นต้น

เป็นที่น่าสังเกตว่า ละครการศึกษา (Educational Drama) ในสหรัฐอเมริกามักจะเกิดจากภาควิชาการละคร (Theatre Department) ในขณะที่ ในประเทศอังกฤษนั้น มักจะเกิดจากคณะศึกษาศาสตร์ (College of Education) โรเบิร์ต แลนดี้ (Robert Landy) ได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อแตกต่างระหว่างวิธีการแบบอเมริกัน และ แบบอังกฤษไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

" สำหรับนักการศึกษาที่ใช้ละครการศึกษาในประเทศอังกฤษนั้น มักจะทำให้ตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของผลงานกับผู้ร่วมกิจกรรม และแม้ว่าจะมีการเน้นในด้านการใช้แบบฝึกหัดด้านการแสดงและการเล่นละครจากเรื่องราว (story dramatization) (เหมือนแบบอเมริกัน) แต่ก็มักจะมีการขยายประสบการณ์การเรียนรู้นั้นเป็นไปในแนวลึก ในขณะที่ระบบของละครสร้างสรรค์แบบอเมริกานั้น จะเน้นในด้านพัฒนาการของจินตนาการ การคิดด้วยตนเอง การใช้ปฏิภาณ การทำงานร่วมกัน สำนึกทางสังคม การได้ปลดปล่อยอารมณ์และจินตนาการ การพัฒนาทักษะด้านภาษา ตลอดจนพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านศิลปะการละคร (Theatre Arts) แต่นักการศึกษาชาวอังกฤษ เช่น โบลตั้น (Gavin Bolton) เคยเขียนเอาไว้ว่า "ละครเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนความเข้าใจในเรื่องบางเรื่องด้วยมุมมองใหม่ที่ลึกซึ้ง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของมนุษย์เกี่ยวกับเรื่องบางเรื่องนั้น จะสามารถช่วยให้มนุษย์สามารถเข้าใจในคุณค่าของบางสิ่งในชีวิตดีขึ้น" " (Landy, 1982 : 24)

ในทศวรรษที่ 1970 นี้ ยังมีนักการละครชาวอังกฤษที่หันมาใช้ละครเพื่อประโยชน์ในการศึกษาที่สำคัญยิ่งอีกคนหนึ่งคือ โดโรธี เฮทคอท (Dorothy Heathcote) ลักษณะของการเป็นผู้นำกิจกรรมละครของ เฮทคอท นั้น ยากที่จะมีผู้ใดเลียนแบบได้ เหตุเพราะเธอได้ใช้บุคลิกภาพเฉพาะตัวที่มีลักษณะเอาจริงเอาจัง เสียงดัง หนักแน่น ไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ออกนอกลู่นอกทางไปจากวิถีในการแสดงละครที่จริงจัง เธอจะร่วมแสดงละครเป็นหนึ่งในตัวละครไปพร้อมๆกับเด็กๆและยังสามารถเป็น "ครู" หรือ "ผู้นำกิจกรรม" ได้ในเวลาเดียวกัน จนถึงขนาดที่ทำให้ เบตตี้ เจน วากเนอร์ (Betty Jane Wagner) ได้ทำการสังเกตและศึกษาวิธีการทำงานของเฮทคอท และได้เขียนข้อสังเกตเหล่านั้นเป็นหนังสือชื่อ "Dorothy Heathcote : Drama as a Learning Medium" (1976) ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงจากนักการศึกษาชาวอเมริกัน มีชาวอเมริกันเป็นจำนวนมากที่ได้เดินทางไปศึกษา "วิธีการ" เฉพาะทางเหล่านี้จาก เฮทคอท ณ University of Newcastles ประเทศอังกฤษ

ทศวรรษที่ 1980 (พ.ศ. 2523 - 2533) สืบเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้มีการตัดงบประมาณด้านการสนับสนุนศิลปะในประเทศนี้ลงไปมาก ยุคนี้เป็นยุคที่โครงการเป็นจำนวนมากต้องถูกระงับ แม้จะอยู่ในสภาวะดังกล่าว การเคลื่อนไหวทางด้านละครที่ใช้ในการศึกษาก็มิได้หยุดนิ่ง ยุคนี้เป็นยุคที่มีการขยายระดับการศึกษาด้านนี้ จากที่เคยมีเฉพาะระดับปริญญาตรีไปสู่ระดับปริญญาโทในหลายๆมหาวิทยาลัย ทำให้เกิดการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยในด้านต่างๆ อันนำมาซึ่งองค์ความรู้มากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ยุคนี้เป็นยุคแห่งการขยายตัวของละครการศึกษา (Educational Theatre) ซึ่งได้พัฒนาศาสตร์ของการใช้ละครเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไปอย่างกว้างขวาง หลากหลาย และลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นด้าน ละครที่ใช้ในการศึกษา (Drama-in-Education) หรือ ละครสร้างสรรค์ (Creative Drama) ไปจนถึงละครเวทีเพื่อเด็กและเยาวชน (Theatre for Children and Youth) ศาสตร์ทางด้านนี้ ได้รับการยอมรับในวงการวิชาการระดับสูง ว่าเป็นศาสตร์ที่มีคุณค่าต่อศึกษา ค้นคว้าและวิจัยอย่างเป็นระบบ และยังสามารถเชื่อมโยงศาสตร์ทางด้านนี้กับวิชาการแขนงอื่น เช่น จิตวิทยา วิทยาศาสตร์ มานุษยวิทยา และปรัชญาเป็นต้น

ทศวรรษที่ 1990 (พ.ศ. 2533 - 2543) ทศวรรษนี้ เป็นทศวรรษแห่งการวิจัย การแสวงหาองค์ความรู้ และการแสวงหาทฤษฎีใหม่ๆ การขยายตัวของการศึกษาด้านละครการศึกษา เป็นไปอย่างคึกคักและกว้างขวาง มีการประชุมสัมมนาในระดับนาๆชาติทุกปี ตลอดจนมรการผลิตวารสารวิชาการเฉพาะทางอีกเป็นจำนวนมาก อิทธิพลของแนวคิดและแนวปฏิบัติที่ได้รับการสืบสานและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษนั้น ปัจจุบันนี้ได้รับการนำไปขยายผลต่อในหลายๆประเทศทั่วโลก ทั้งในทวีปยุโรป ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และเอเซีย รัฐบาลในบางประเทศเริ่มที่จะให้ความสนใจการใช้ละครในการศึกษาในระบบการศึกษาที่เป็นทางการ เช่น รัฐบาลของประเทศญี่ปุ่น ได้สนับสนุนให้มีการใช้ละครในการศึกษาในการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2002 นี้ ส่วนในประเทศอื่นๆนั้น ได้มีการขยายระดับการศึกษาในด้านนี้ไปถึงขั้นปริญญาเอก เช่น ณ Arizona State University และ University of Hawaii ในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

สรุป

ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นศตวรรษที่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในทุกๆด้านของการใช้ชีวิตของมนุษย์นั้น ไม่มีใครสามารถทราบได้แน่ชัดว่าอนาคตในการดำรงชีวิตของผู้คนในยุคนี้จะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงไร และอย่างไร การพัฒนาในด้านทรัพยากรมนุษย์จะกลายเป็นนโยบายหลักที่สำคัญที่สุดสำหรับหลายๆประเทศ การแข่งขันที่จะทำให้ประชาชนในประเทศเป็นประชาชนที่มีคุณภาพและได้รับคุณภาพที่ดีนั้นย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในยุคสมัยที่มนุษย์จะพยายามแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้กับตัวเองนี้ หากมนุษย์ไม่เรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน ด้วยความเข้าใจทั้งในระดับอารมณ์ ความรู้สึกและสติปัญญาแล้ว ศตวรรษที่ 21 ย่อมจะเกิดความสงบสุขมิได้ การ พัฒนามนุษย์ด้วยศิลปะทุกๆด้านน่าจะเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะช่วยขจัดอวิชชา อคติ กิเลสต่างๆ เพื่อนำมนุษย์ไปสู่ พุทธิปัญญาและความไม่เห็นแก่ตัว อันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยจรรโลงสันติภาพในโลกนี้