ความงามบำบัด

หลายสายตา…มองพวกเขาด้วยความสงสารเวทยา และเป็นภาระต่อสังคม ทั้งๆ ที่ส่วนลึกแล้วมนุษย์ต่างเข้าใจดีว่า "มนุษย์เลือกเกิดไม่ได้" แต่ในทางปฏิบัติหาเป็นเช่นนั้นไม่…

โอกาสทางการศึกษาสำหรับคนพิการมีน้อยกว่าคนปกติอย่างไม่ต้องสงสัย ประกอบกับสิ่งอำนวยความสะดวกในสังคม ไม่เอื้อให้คนพิการออกมาแสวงหาความรู้เหมือนคนปกติ รวมถึงทัศนคติที่ไม่เข้าใจส่วนลึกของคนพิการ

แม้จะมีคนบอกว่า งานศิลปะสามารถพัฒนาศักยภาพคนพิการ จนถึงขั้นทำเป็นอาชีพได้ แล้วสังคมจะหยิบยื่นสิ่งเหล่านี้ให้พวกเขาอย่างไร

เรื่องนี้มีคำตอบ

"ไม่อยากให้แค่การซื้องานคนพิการ เพราะความสงสาร โดยส่วนตัวแล้วการทำบุญเป็นสิ่งที่ดี อยากให้พวกเขาช่วยกันพัฒนามุมมองที่มีต่อคนพิการ มากกว่าจะบอกแค่การทำบุญ เพราะคนรับจะรู้สึกอยู่ใต้เรานิดหนึ่ง คิดว่าการสังเคราะห์ ต้องบวกกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" รศ.ดร.เบญจา ชลธาร์นนท์ อาจารย์ด้านการศึกษาพิเศษ สถาบันราชภัฎสวนดุสิต ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ด้านคนด้อยโอกาส โดยเฉพาะคนพิการ กล่าวในการประชุมทางวิชาการคนพิการ

"เพียงแค่ปฏิบัติต่อพวกเขาเฉกเช่นคนทั่วไป น่าจะมีค่ากว่าความเห็นใจและสงสาร" ดร.เบญจาบอกและขยายความถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งถูกมองข้าม นอกจากนี้ สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนพิการยังมีอยู่จำนวนน้อย เห็นได้ว่าถนนหนทางค่อนข้างขรุขระยากต่อการเดินทางสำหรับคนพิการ ถ้าเป็นไปได้น่าจะปรับให้เป็นทางลาด และควรมีลิฟต์เล็กๆ ขึ้นลงติดสำหรับพวกเขา

เธอให้เหตุผลว่าดูไม่งาม หากต้องแบกหามคนพิการเหมือนสิ่งของ เพื่อขึ้นไปทำกิจกรรมบนตึกและทำให้เขารู้สึกถึงความไม่มีศักดิ์ศรี

โอกาสที่คนพิการจะได้รับโอกาสเพื่อพัฒนาศักยภาพต้องเป็นสิ่งที่สังคมหยิบยื่นให้อย่างเข้าใจ ณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ อดีตวุฒิสมาชิก ต้องใช้ไม้เท้าในการเดินทรงตัว กล่าวว่า คนพิการมีความบกพร่องอยู่แล้ว ถ้าจะให้ออกไปต่อสู้ในสังคม ควรให้แต้มต่อ เปิดโอกาสให้คนพิการที่มีความสามารถได้ทำงาน อาจมีการแข่งขันวัดผลกับคนปกติหรือมีกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อประกอบอาชีพเพราะเท่าที่ผ่านมา กฎหมายเอื้อให้คนพิการได้รับสิทธิเท่าเทียมคนปกติ แต่สิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการเดินทางออกนอกบ้าน แทบจะไม่มีเลย

การใช้ศิลปะพัฒนาคนพิการจนถึงขั้นนำไปสู่การประกอบอาชีพ ต่างเรียกร้องว่า ควรให้แต้มต่อแก่คนพิการ มหาวิทยาลัยอาจเปิดโอกาสให้คนพิการได้เข้าเรียนมากขึ้น โดยให้โควตาคนพิการที่เรียนดี

"การพัฒนาคนพิการ ต้องให้เขามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราควรมองเขาที่ความสามารถ ในเมื่อเขาพิการแล้วก็ควรจะเกื้อหนุน หากพวกเขามีศักยภาพในการทำงานก็จะคืนภาษีให้รัฐและได้รับการยอมรับจากสังคม และไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ทำให้เกิดความภูมิใจและมีศักดิ์ศรี" อาจารย์เบญจากล่าวอย่างเข้าใจ

พัฒนาศักยภาพคนพิการ

ในเมื่อเราต่างเชื่อว่า มนุษย์มีศักยภาพ ส่วนการดึงศักยภาพก็เป็นหน้าที่ของคนรอบข้าง ไม่ว่าคุณครู พ่อและแม่ ต่างมีบทบาทเกื้อหนุนเพื่อนมนุษย์ร่วมกัน

การวาดภาพ ร้องเพลง เล่นดนตรี เต้นรำ และปั้นดิน…ศิลปะหลายแขนงช่วยพัฒนาคนพิการได้ เพียงแต่ต้องเข้าใจกระบวนการ อย่างค่ายศิลปะ Art for all คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้นำศิลปะเกือบทุกแขนงมาใช้ในค่ายอย่างน่าทึ่ง จัดกิจกรรมผ่านมาแล้วสามครั้ง มีคนพิการทุกรูป ทั้งคนตาบอด หูหนวก พิการทางร่างกาย ปัญญาอ่อน และคนปกติ มีกิจกรรมให้ทำตั้งแต่เช้าจรดมืดวันละ 45 กิจกรรม

ลองนึกดูว่า ถ้าจับคนตาบอดอยู่กับคนหูหนวกอะไรจะเกิดขึ้นในค่าย นอกจากนี้ คนพิการต่างรูปแบบต้องนอนห้องเดียวกัน พวกเขาจะสื่อสารกันอย่างไร

"ถ้ามีเด็กออทิสติกสักคนในแคมป์ รับรองสนุกแน่ จะวิ่งวุ่นไปหมด จำได้ว่าแคมป์สอง เคยมีเด็กออทิสติกวิ่งแข่งกับม้า วิ่งเร็วมาก ม้ายังเหลียวกลับมามอง (หัวเราะ)" รศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ประธานโครงการศิลปะ Art for all คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯกล่าวอย่างสนุกสานผสมกับความเข้าใจ

ก่อนหน้านี้ ผู้รับผิดชอบโครงการ ซึ่งไม่เคยเรียนรู้หรือเข้าใจชีวิตคนพิการมาเลย จึงต้องเข้าไปศึกษาหาความรู้ในโรงเรียนคนพิการหลายแห่ง จากนั้นกลับมาตั้งหลักใหม่ว่า "จะไม่สนใจความพิการว่าจะเป็นแบบไหน ใครเข้ามา เรารับหมด" ตอนแรกมีความคิดว่าจะทำแค่โครงการเดียวแต่พอคนพิการทุกประเภทมารวมกัน เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด พวกเขาได้เห็นพัฒนาการ จึงอยากทำกิจกรรมต่อ

"ถ้าจะให้คนพิการอยู่ได้อย่างอิสระ ผมยอมรับว่ายาก พ่อแม่ประคบประหงมมากไป จนไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเอง อยากฝึกให้คนพิการอยู่ด้วยตัวเอง ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า เขาไม่มีพ่อแม่ ลูกจะทำอย่างไร ลูกต้องมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ผมเคยให้เด็กหูหนวกคนหนึ่ง ไปร่วมงานในต่างประเทศคนเดียว เขาก็ไปได้"

ศิลปะช่วยเด็กพิการได้

"งานศิลปะฝึกทั้งฝีมือ สมองความคิดและจิตใจให้อ่อนโยน เพราะฉะนั้นต้องใช้งานศิลปะช่วยให้เขาดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเรามีความสามารถ ควรช่วยกันพัฒนาต่อ" ศ.ดร.ตรึงใจ บูรณสมภพ อาจารย์สอนคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรกล่าว

เธอมีประสบการณ์การเป็นคุณครูในค่ายศิลปะเพื่อเด็กพิเศษ ความร่วมมือร่วมใจของคนพิการทุกรูปแบบเป็นสิ่งที่เธอชื่นชม อย่างคนตาบอดในค่ายได้เป็นสมองให้คนปัญญาอ่อน คนพิการทางสมอง ได้ช่วยคนพิการทางร่างกาย โดยมีศิลปะเป็นตัวเชื่อมโยง

"จริงๆ แล้วเราประเมินค่าความสามารถผิดไปพอให้เด็กๆ เพ้นท์รูปรอบๆ ริมกล่อง ปรากฎว่าเด็กเพ้นท์ทั้งกล่องออกมาสวย อย่างที่เราคาดไม่ถึง" อาจารย์ตรึงใจกล่าว

การให้โอกาสสำหรับคนพิการโดยมีศิลปะเป็นแรงผลึกดันศักยภาพ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามแต่ไม่ใช่เพียงงานศิลปะเท่านั้น อาจมีสหวิชาการอื่นๆ ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือสงเคราะห์เพื่อนำไปสู่อาชีพ อาจารย์ณรงค์บอกว่า "ควรให้เบ็ด แต่อย่าให้ปลา" ต้องสอนให้เขามีทักษะเพื่อพัฒนางานและรัฐควรหาสถานที่ให้คนพิการได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์

การทำศิลปะไม่จำเป็นต้องทำกิจกรรมลำพังเพียงคนเดียว อาจรวมกลุ่มกันร้องเพลงประสานเสียง หรือทำงานร่วมกันในค่ายก็ได้ อาจารย์เบญจา บอกว่า เด็กทุกคนไม่ต้องสอนวาดรูป ก็วาดได้เลย แต่ระบบการให้คะแนนในชีวิตศิลปะเข้ามาทำลายความเป็นมนุษย์ ทั้งๆ ที่ศิลปะทำให้จิตใจสงบอ่อนโยน อย่างคนไม่มีแขน สามารถวาดรูปได้ พอผลิตงานออกมา ก็รู้สึกถึงความมีศักดิ์ศรี
"มักมีคนคิดว่า ทำไมต้องให้สิทธิพิเศษกับคนพิการ ในเมื่อความบกพร่องเป็นความเสียเปรียบ แต่ความบกพร่องบางประเภทไม่เสียเปรียบ"
อาจารย์เบญจา ยกตัวอย่างให้เห็นว่า คนพิการถึงจะมีความบกพร่อง แต่บางคนมีสติปัญญาดี มีความสามารถทางศิลปะ เพียงแต่ไม่มีโอกาสในสังคม เธอจึงเห็นด้วยว่า คนบกพร่องจะต้องมีแต้มต่อในสังคม
เพราะปัจจุบัน เด็ก คนชรา คนพิการ ไม่อยู่ในแรงงานของชาติ การให้โอกาสจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ศิลปะกับเด็กออทิสติก

การทำความเข้าใจกับเด็กออทิสติกอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไป เด็กกลุ่มนี้จะมีความบกพร่องทางเซลล์ประสาท บางคนไม่สามารถสื่อสารกับบุคคลทั่วไปได้ เชื่อมโยงตัวเองกับโลกภายนอกไม่ได้ บางรายจะมีอาการก้าวร้าว และมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ปกติเด็กพวกนี้จะไม่ค่อยมีสมาธิในการทำกิจกรรมใดๆ นานเกินไป
การแสดงพฤติกรรมแปลกๆ ของเด็กออทิสติก เป็นเรื่องยากที่พ่อแม่บางคนจะต้องทำความเข้าใจ เพราะเด็กกลุ่มนี้มีการรับรู้ต่างจากเด็กทั่วไป ไม่สนใจคนรอบข้างและมีพัฒนาการไม่คงที่

ชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ต่อสู้เพื่อเด็กพิการมานานกว่า 10 ปีจนในที่สุด รัฐหันมาดูแลคนพิการอย่างเป็นระบบ จากที่ไม่รู้เลยว่า เด็กออทิสติกมีพฤติกรรมอย่างไร วันนี้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กออทิสติก โดยเรียนรู้จากลูกที่เป็น
ออทิสติก

เด็กออทิสติกมีหลายระดับมีทั้งปัญญาอ่อนและอัจฉริยะ และมีจุดอ่อนในการรับรู้ บางคนจะมีประสาทการได้ยินไวกว่าคนปกติ จึงมีทั้งบวกและลบจึงจำเป็นต้องเรียนรู้พวกเขา เพื่อปรับพฤติกรรม

"อย่างในต่างประเทศเด็กออทิสติกบางคนเป็นช่างจูนเปียโน เพราะเขาสามารถแยกเสียงได้ดีกว่าคนอื่น ถ้าเราปล่อยจุดเด่นของเด็กพวกนี้ไว้เฉยๆ ไม่พัฒนาต่อ ไม่นานศักยภาพจะหายไปผมเชื่อว่าพ่อแม่หลายคนละทิ้งจุดเด่นของลูก ไม่ยอมตามติด นั่นถือว่าทิ้งโอกาสสำคัญ ถ้าตามติด เด็กจะพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด"

เด็กกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมที่ยากจะเข้าใจ บางครั้งอาจกรีดร้องในสถานที่ชุมชน ชูศักดิ์บอกว่า เราไม่อายที่จะพาลูกออกไปเรียนรู้ข้างนอก "อย่างลูกผมบกพร่องทางการพูด การเรียนรู้ต้องสังเกต ครูสอนเปียโนลูกผม เคยมาร้องไห้กับผม แล้วบอกว่า ไม่สามารถทำให้เด็กเรียนรู้ได้ ผมเข้าใจนะ จึงสังเกตและได้รู้ว่า เด็กพวกนี้ต้องเรียนจากการเห็นหรือทำให้ดู"
เด็กกลุ่มนี้มักจะถูกผู้ใหญ่ทอดทิ้งเพราะพวกเขาขาดทักษะบางอย่างในสังคม จึงค่อนข้างน่าเป็นห่วง และมักสร้างความหนักใจให้กับพ่อแม่ หากพ่อแม่เสียชีวิตลง เด็กๆ จะอยู่กับสังคมได้อย่างไร

"เด็กที่มีศักยภาพ เราต้องสอนเพื่อให้เขาต่อยอดในการดำเนินชีวิต ผมอยากเห็นกิจกรรมศิลปะเข้าสู่วิถีชีวิตในครอบครัว ผมกำลังจะทำศูนย์อาชีพสำหรับเด็กออทิสติก เพราะเด็กพวกนี้จะอยู่ในโลกของตัวเอง แล้วจะทำอย่างไรให้อยู่ในโลกความเป็นจริง" ชูศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำจากคุณพ่อคนเดิมว่า ควรกระตุ้นให้พ่อแม่ที่มีลูกออทิสติก สามารถสอนลูกตัวเองได้โดยอาศัยกระบวนการศิลปะเพื่อให้เกิดผลผลิตเป็นรูปเป็นร่าง สิ่งเหล่านี้สร้างได้อาจมีหลักสูตรการเป็นเถ้าแก่ของคนพิการก็ได้ และถ้าคนพิการไม่ออกมาเรียกร้อง จะไม่ได้อะไรเลย

ศิลปะสื่ออารมณ์

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พ่อแม่จะเข้าใจอารมณ์เด็กออทิสติกได้ บางครั้งเขาจะนั่งเงียบเหมือนไม่มีความรู้สึก บางครั้งฉุนเฉียว เพราะไม่สามารถบอกความต้องการตัวเองได้

ผศ.สุขุมาล เล็กสวัสดิ์ อาจารย์คณะศิลปกรรม จุฬาฯ มีลูกสาวเป็นออทิสติก และมีความเข้าใจศิลปะเป็นอย่างดี จึงใช้ศิลปะในชีวิตประจำวันพัฒนาลูกสาว ซึ่งปกติแล้วลูกจะอยู่ไม่ค่อยสุข จึงจับลูกสาวมาระบายสีและเรียนดนตรี เพื่อปรับสมดุลให้เด็ก

ปกติแล้วลูกสาวของเธอ จะมีประสาทสัมผัสไวกว่าปกติ ค่อนข้างกระเจิดกระเจิง เมื่อก่อนหนังสือที่บ้านจะถูกรื้อยับเยิน เด็กพวกนี้จะเล่นบทบาทสมมุติไม่เป็น เธอบอกว่า ที่บ้านพัดลมถูกโยนไปสามตัว และบานประตูอีกห้าบานพังภายในสามเดือน พอลูกสาวหันมาทำงานศิลปะ ทำให้เราคาดเดาความรู้สึกของเด็กได้

"ถ้าเรามีสมาธิแล้วจะจดจ่อ จ้องตาเรา การทำงานศิลปะลดความก้าวร้าวได้อย่างเด็กบางคนโยนของ ขว้างของ เราจะใช้ศิลปะลดความรุนแรง ก็จับเขามาปั้นดินกดดินลดความรุนแรงได้ มีคนเล่าว่า เด็กบางคนในต่างประเทศมีความละเอียดอ่อนมาก ขึ้นรูปทรงเซรามิคได้เท่ากันทุกใบ จนทำเป็นอาชีพ พ่อแม่ต้องมีส่วนดึงศักยภาพตรงนี้ออกมา"

เธอยกตัวอย่างการสอนศิลปะในโครงการ Art for All จะสอนให้เด็กปั้นตัวสัตว์ แต่มีเด็กชื่อ "บิ๊ก" เพียงคนเดียวปั้นพิซซ่ากลมๆ แล้วแบ่งเป็นเสี้ยวๆ โรยหน้าครบทุกอย่าง ประดิดประดอยออกมาได้เหมือนมาก"

คุณครูสอนศิลปะได้บอกเป็นนัยๆ แล้วว่า ศิลปะทำให้พ่อแม่สังเกตความต้องการของเด็กบกพร่องได้ดีขึ้น

หนุ่มน้อยๆ ที่ชื่อบิ๊ก เป็นลูกชายของ รศ.ปาริชาติ ภู่สว่าง อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เขามีความผิดปกติทางสมอง มีเนื้องอกที่ก้านสมอง เข้ารับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลนานสามปี

คุณแม่ของบิ๊กเล่าว่า ลูกชายมีสายตาเลือนลาง ระบบประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวมีปัญหา เวลาบิ๊กวาดรูปจะใช้เวลาค่อนข้างนาน ปกติสมาธิสั้นพอได้วาดรูปและฟังเพลง เขามีสมาธิดีขึ้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้คุณหมอบอกว่าเขาจะพูดไม่ได้ แต่ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ เขาก็สามารถพูดได้ เมื่อก่อนเขาจะก้าวร้าว พอมาเรียนศิลปะรู้สึกว่าเขาอารมณ์ดีขึ้น

"การที่ลูกมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นสิ่งที่ดี อย่างลูกชายเราชอบโทรไปหาเพื่อนหญิง ก็ถูกพ่อแม่ทางโน้นกีดกันเพราะความไม่ปกติของบิ๊ก จริงๆ แล้วการที่เขามีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอก มีเพื่อนเป็นสิ่งที่เราอยากเห็น และคนข้างนอกน่าจะเข้าใจ"

อาจารย์ปาริชาติ…เป็นอีกคนที่ได้เห็นพัฒนาการของลูกชายที่มีปัญหาทางสมอง การได้อยู่ร่วมกับคนในค่ายศิลปะที่มีคนพิการหลากหลาย ทำให้เด็กๆ กล้าแสดงออกและเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น

ต่างเชื่อว่า คุณครูและพ่อแม่ ควรใช้กระบวนการศิลปะในการดึงศักยภาพเด็ก และถ้าเขามีฝีมือเพียงพออาจพัฒนาไปสู่อาชีพ และนำไปสู่ความภาคภูมิใจในชีวิต

จุดประกาย
19 ต.ค.44