| ตวัดปลายพู่กันจีน | |
|
ต้องค่อยๆ บรรจงจรดปลายพู่กันจีนลงบนกระดาษ
เวลาเขียนตัวอักขระ ต้องมีสมาธิในการเขียนแต่ละลายเส้น เขียนให้จบทีเดียวแล้วค่อยยกปลายพู่กัน
"หลิวเหล่าซือ (ครูหลิว) หรือ ปรีชา ธีระธนานนท์ สอนภาษาจีนและวาดภาพจากปลายพู่กันจีน
ที่ชัยเฮ้าส์สถาบันสอนภาษาและศิลปะพู่กันจีน เล่าให้ฟัง จากนั้นเขาเตรียมอุปกรณ์พู่กัน,
หมึกจีน, ที่ฝนหมึกและกระดาษ เพื่อวาดให้ชม หลิวเหล่าซือ บรรจงหยิบพู่กันจีนจุ่มหมึกตวัดตัวอัขระจีนบนกระดาษสีขาวอย่างมีสมาธิจดจ่อ "ว่าน ซือ อยู่ อี้"
ตัวอักขระจีนที่เขาค่อยๆ จรดปลายพู่บนกระดาษ ตอนเราถามเขาว่า กำลังเขียนตัวอักขระจีนคำว่าอะไร
เขามีสมาธิจรดจ่อกับการเขียนจึงไม่ตอบเมื่อตวัดปลายพู่กันเสร็จแล้วหันมายิ้ม
แล้วตอบว่า เป็นการคำอวยพรปีใหม่ แปลว่า "สมดังปรารถนา" จากนั้นใช้หมึกจีนสาธิตการวาดภาพต้นไผ่เขาวาดลำต้นก่อนอื่นใดบรรจงลงลายเส้นอย่างมั่นใจและแน่วแน่ทิ้งไว้สักพักให้หมึกแห้ง
จากนั้น ชัยเกียรติ พีระพลชัยกุล เจ้าของสถาบันและครูสอนวาดภาพจีน
ค่อยๆ
ใช้สีจีน แต้มเติมนกตัวเล็กตัวน้อยบนกิ่งไผ่
เสน่ห์ตัวอักษรจีน กว่าจะตวัดปลายพู่กันจีน
ด้วยท่วงท่าอันงดงามของตัวอักขระ ผู้เรียนจำเป็นต้องเข้าใจและเรียนรู้ภาษาจีนอย่างแตกฉานพอควร
ต่างจากการวาดภาพจีน อาจไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาจีนก็สามารถทำงานศิลปะแขนงนี้ได้ สำหรับชาวจีนแล้วงานจากปลายพู่กันเป็นงานศิลปะอันสูงค่าเลยทีเดียว
สามารถพบเห็นในรูปบทกวี งานประดิษฐ์ตัวอักษรจีนและภาพวาดงานจิตรกรรมชาวจีน
มีหลักฐานให้เห็นทั่วไป ไม่ว่าจะจิตรกรรมฝาผนังในพื้นที่สุสาน วัดและตำแหน่งต่างๆ
ล้วนเป็นงานศิลปกรรมที่มีมาตั้งแต่ 300-100 ปีก่อนคริสต์กาล ภาษาจีนเป็นภาษาที่คำเขียนมีความหมายและสำคัญกว่าคำอ่าน
เนื่องจากพัฒนามาจากอักษรภาพ อันเป็นสัญลักษณ์แทนความหมาย ทำให้ศิลปะปลายพู่กันกลายเป็นทักษะที่มีความสำคัญสำหรับจีน
เพราะภาษาจีนสามารถแทนความหมายได้โดยตรง แม้ตัวอักษรจีนจะอ่านออกเสียงต่างกัน
แต่มีความหมายอย่างเดียวกัน ดังนั้นชาวจีนที่อ่านหนังสือออกทุกคน
จะสามารถอ่านข้อความหนึ่งๆ และเข้าใจความหมายได้ตรงกัน ถึงแม้บางคนจะพูดคนละสำเนียงก็ตาม
ทำให้ภาษาเขียนของจีนมีความสำคัญมากกว่าภาษาพูด มีจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าอักขระจีนเก่าแก่ที่สุดคือ
จารึกบนกระดูกที่ใช้ในพิธีพยากรณ์ มีการจารึกคำไว้บนกระดองเต่าหรือกระดูกสะบักสัตว์อื่นๆ
เป็นคำถามเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ กระดูกที่จารึกคำถามแล้ว
จะถูกโยนใส่กองไฟ คำพยากรณ์จะถูกตีความจากรอยร้าว ส่วนหนังสือจีนที่เก่าแก่ที่สุดเป็นหนังสือที่เขียนบนปล้องไผ่ที่นำมาเชื่อมต่อกันคล้ายมู่ลี่ภาษาจีนจะเขียนจากบนลงล่างและจากขวาไปซ้าย
ในตำราลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋า จัดเป็นวรรณกรรมคลาสสิกเชิงปรัชญาที่ยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน นอกจากนี้วรรณกรรมจีน ยังถือว่าโคลง,
ฉันท์, กาพย์, กลอน และร้อยกรองอื่นๆ ถ้าจะถามถึงช่วงยุคทองของกวีจีน
น่าจะเป็นราชวงศ์ถัง เป็นยุคที่ไม่มีนักกวียุคไหนเทียบเท่า ยุคนั้นสามารถผลิตผลงานกวีนิพนธ์ที่สมบูรณ์แบบจากฝีมือเหล่ากวีถึง
2,200 คน อักขระจีนจากปลายพู่กัน เสน่ห์ของตัวอักขระจีน สามารถประดิดประดอยจากปลายพู่กันให้มีความงดงามและ การเขียนตัวอักขระจีนได้
ต้องมีการเรียนรู้และเข้าใจภาษาจีนอย่างแตกฉานตัวอัขระที่เขียนออกมาจึงจะมีความงดงาม "เวลาสอนการเขียนตัวอักษรจากพู่กันจีน
จะใช้แขนและส่วนประกอบอื่นๆ ไม่ใช้ข้อในการวาดภาพเหมือนคนไทยเขียนหนังสือติดกับโต๊ะ
ถ้ายกแขนจะเขียนได้กว้าง ศิลปะแขนงนี้ เหมือนการฝึกลมหายใจ เวลาเขียนต้องนิ่ง
ควรกลั้นหายใจเวลาใช้ปลายพู่กัน มือควรจะนิ่งด้วย" สมาธิในการเขียนตัวอักษรเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะจากปลายพู่กันจีน
ซึ่งจำเป็นต้องมีอุปกรณ์อื่นๆ อีกก็คือ หมึกจีน รูปแบบแตกต่างจากหมึกและสีในแถบยุโรป
ในศตวรรษที่ 17 นอกจากหมึกจีน ที่ฝนหมึก
ยังมีพู่กันจีนทำจากขนกระต่ายหรือขนแพะ หรือไม่ก็ขนสุนัขจิ้งจอก จะมีความแตกต่างจากพู่กันยุโรป
เพราะมีขนที่อ่อนนุ่มมาก และมีปลายฟูที่ลู่แหลม ทำให้ผู้ใช้สามารถตวัดลวดลายเส้นได้หลายแบบ
แต่การลงสี ต้องใช้พู่กันหลายอัน โดยพู่กันแต่ละอัน จะไม่ใช้ในการลงสีต่างกันเป็นอันขาดจึงต้องมีพู่กันครบทุกสี ตามหลักฐานประวัติศาสตร์จีน
พบว่ามีการใช้พู่กันและหมึกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 "คนที่จะเขียนอักษรจีนด้วยพู่กัน
จะต้องรู้ภาษาจีน ในเมืองไทยมีคนเรียนรู้น้อยมากเพราะตัวอักษรจีนจะเขียนให้สวยยากมาก
ส่วนใหญ่แล้วในเมืองจีน จะเรียนทั้งวาดภาพและเขียน หลิวเหล่าซือ เล่าถึงประสบการณ์การวาดภาพและเขียนตัวอักษร
ทั้งสองศิลปะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะลีลาศิลปะจีน จะดูกันที่ความละเอียดของลายเส้นจากหมึกจีน
หากจะดูว่า
อักษรจีนบนกระดาษที่เขียนออกมามีความงดงามหรือไม่
หลิวเหล่าซือ
บอกว่าขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ดู ถึงจะเรียนภาษาจีนมามาก แต่ไม่ได้เรียนศิลปะปลายพู่กันจีน
ก็ไม่สามารถดูออกได้ว่าเขียนได้งดงามเพียงใด เพราะต้องศึกษาทั้งความสมดุลของตัวอักษรและลายเส้น เพียงแค่ลายเส้นตัวเดียว
ขีดเดียว (คำว่า "หนึ่ง") เวลาลากเส้นก็ต้องกลั้นหายใจ สมาธิอยู่ที่ปลายพู่กันต้องรู้ถึงน้ำหนักปลายพู่กัน "ศิลปการใช้พู่กันจีน
จะมีพัฒนาการหลายขั้น คนที่สนใจจริงๆ จะเรียนตั้งแต่วาดรูป เขียนตัวอักษร
และแกะตราชื่อ ถ้าเรียนถึงระดับสูง ต้องเขียนบทกวีจีนได้ แต่สำหรับผมยังไม่ถึงขั้นนั้น ศิลปะการวาดภาพจีน การวาดภาพจีน ถ้ามองเผินๆ
แล้ว ดูเหมือนว่าจะง่ายกว่าการเขียนตัวอักขระจีน แต่ความลึกซึ้งในแง่ขั้นตอนการเรียนรู้
"ชัยเกียรติ" เล่าว่า การเรียนวาดภาพจีนในขั้นแรกๆ ต้องฝึกเขียนลายเส้นดอกไม้และต้นไม้จีนสี่แบบก่อน
คือต้นไผ่, ดอกกล้วยไม้, ดอกเก๊กฮวยและดอกเหมย "การฝึกฝนการวาดภาพดอกไม้และต้นไม้ของจีนเป็นการฝึกลายเส้นที่ต่างกัน
อย่างการวาดต้นไผ่ จะฝึกความนิ่งและการสังเกต ส่วนการวาดดอกเก๊กฮวย มีความซับซ้อนของดอกและใบ
ส่วนกล้วยไม้จะมีลายเส้นอีกแบบ มีความต่างกัน ซึ่งผู้เรียนต้องฝึกฝน"
หลิวเหล่าซือ เล่าถึงการฝึกฝนวาดภาพจีนระดับเบื้องต้น การวาดภาพดอกไม้ทั้งสี่แบบของจีน แฝงไว้ด้วยความหมายอันลึกซึ้ง อย่างดอกโบตั๋น เป็นดอกไม้สิริมงคล ส่วนดอกเหมย มีความทนทานต่อความหนาว แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง และต้นไผ่แสดงถึงควาามก้าวหน้า ความรักในปลายพู่กันจีน เทคนิคเรียบง่ายของปลายพู่กันจีนแต่มีความละเอียดอ่อนในเชิงศิลปะแฝงไว้ด้วยปรัชญาอันลึกซึ้งของชาวจีน
และผลงานศิลปะสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน อย่างภาพวาดลวดลายม้าอันงดงาม ที่พบเห็นตามบ้านชาวจีนและมีชื่อเสียงมาก
เป็นฝีมือของ ฉีไป่หง จิตรกรวาดภาพม้า คนนี้กล้าเอาศิลปะตะวันออกผสมผสานกันตะวันตก
มีลายเส้นและหมึกจีนที่ได้สัดส่วนงดงามมาก ส่วน ฉีไป่สือ มีชื่อเสียงในการวาดภาพกุ้งมีลายเส้นละเอียดงดงามเช่นกัน ทั้งสองศิลปินเป็นที่รู้จักดีในเมืองไทย และแบบอย่างในการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมแฝงไว้ด้วยปรัชญาสืบทอดมาตั้งแต่ศตวรรษที่
4 แม้จะไม่ใช่ภาพเหมือนจริง แต่ก็มีจินตนาการอันงดงาม นอกจากนี้แล้วงานจิตรกรรมของจีนยังเป็นการแสวงหาทางจิตวิญญาณมีแรงบันดาลใจจากพุทธศาสนา "คนที่เป็นศิลปินวาดภาพมักจะใส่ปรัชญาความคิดลงในผลงานของเขา
บางคนเขียนบทกวีในภาพ นั่นถือว่าเป็นความสามารถระดับสูง แม้ใครจะติชมผลงานของเขา
เขาก็จะไม่หวั่นไหว" หลิวเหล่าซือ เล่าถึงความเป็นศิลปินอย่างออกรส
ซึ่งเราก็ได้เห็นแล้วว่าวัฒนธรรมตะวันตกมีอิทธิพลต่อชาวจีนน้อยมาก เพราะชาวจีนจะยึดมั่นในขนบธรรมเนียมตัวเองอย่างเหนียวแน่นประวัติศาสตร์จีนจึงมีเรื่องเล่าสืบทอดยาวนาน
และถ่ายทอดศิลปะเก่าแก่สู่คนรุ่นปัจจุบัน ทำไมภาพวาดจีนที่เป็นต้นแบบ จึงไม่ได้มีค่าอันสูงส่งเหมือนภาพวาดชาติอื่นๆ
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาพที่พิมพ์จากต้นแบบมีความเหมือนต้นแบบจนแทบจะแยกไม่ออก
เนื่องจากประสิทธิภาพของแท่นพิมพ์ไม้ของจีนทำให้ผู้ดูแยกไม่ออกระหว่างภาพพิมพ์กับต้นแบบ และภาพเหล่านี้มักจะอยู่ในแนวตั้งรูปภาพเหล่านี้จะเก็บเข้าม้วนตลอด
จะนำมาคลี่ออกในเทศกาลสำคัญ แล้วการคลี่ออกก็ต้องช้าๆ เป็นจังหวะ เพื่อให้ภาพก่อมโนภาพในใจผู้ชมได้สัมผัสผลงานศิลปะอันลึกล้ำ ดูๆ แล้ว
ศิลปะปลายพู่กันจีน ทั้งการวาดภาพและเขียนตัวอักษรจะเต็มไปด้วยความพิถีพิถันถ้าเป็นภาพวาดอาจมีการหาบทกวีที่มีความหมายดีๆ
สอดคล้องกับภาพประกอบเป็นตัวหนังสือ โดยเลือกมุมที่เหมาะสมในกระดาษ และเซ็นชื่อไว้ข้างๆ
รวมถึงตีตราสี่เหลี่ยมชื่อตัวเอง เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ชัยเกียรติ เล่าว่า ส่วนใหญ่แล้วคนที่มาเรียนศิลปะพู่กันจีน
จะเป็นชาวต่างชาติและคนไทยเชื้อสายจีน คนที่เรียนการเขียนอักษรจีนจะมีน้อยกว่าคนวาดภาพ
ที่นี่มีครูจีนสอนวาดภาพพู่กัน อย่างการวาดภาพจีน ถ้าทำตามหลักการขั้นพื้นฐานฝึกฝนเต็มที่
เคยมีคนมาเรียนตอนเราถูกรับเชิญไปสอนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เรียนทุกวันประมาณ
4-5 วัน วันละ 3-4 ชั่วโมง เพราะมนุษย์มีจินตนาการ เมื่อได้เรีรยนรู้เทคนิคการฝึกฝนพู่กันจีนรู้จักการลงน้ำหนักสีและหมึกให้ได้สมดุล ก็สามารถสร้างงานศิลปะที่งดงามได้เช่นกัน หมายเหตุ : ข้อมูลบางส่วนจาก นิตรสารฮวงจุ้ยกับชีวิต
คอลัมน์เส้นทางมังกร |
|
|
จุดประกาย |