เรียนละครแล้วย้อนมองดูตัวเอง

ศิลปการละครนั้น เป็นวิชาทางศิลปะ เหมือนวิชาทางศิลปะแขนงอื่นๆ นั่นคือเป็นวิชาที่มีธรรมชาติการเรียน ว่าด้วยการปฏิบัติ การฝึก "พื้นฐาน" ก่อน แล้วจึงฝึกในขั้นที่ซับซ้อนต่อไป ถ้าเป็นสาขาทัศนศิลป์ วิชาพื้นฐานได้แก่ การวาดลายเส้น ทฤษฎีสี การจัดองค์ประกอบต่างๆ ต่อจากนั้น ก็จะฝึกฝนความชำนาญ ตามความสนใจเฉพาะบุคคล


ถ้าเป็นการฟ้อนรำ การเต้นรำ หมายถึง การฝึกฝนทักษะร่างกายให้รู้จักพื้นฐานท่ารำ ท่าเต้นที่จัดระเบียบร่างกาย(กล้ามเนื้อ)ให้จดจำ และควบคุมได้เป็นระบบระเบียบ เพื่อให้ผู้เรียนมีร่างกายมีพลกำลัง มีจิตใจที่เป็นสมาธิ สามารถสื่อสารและควบคุมลีลาการเต้น หรือการรำได้ตามที่ใจต้องการ

สำหรับศิลปการละครที่สอนเรื่องการแสดง ละครเวที หรือการแสดงผ่านสื่อ ทางโทรทัศน์หรือภาพยนตร์นั้น มีคนถามกันมากว่าต้องฝึกพื้นฐานอะไร มหาวิทยาลัยสอนอะไรให้นักศึกษา

มหาวิทยาลัยที่สอนศิลปการแสดง และการละครนั้น จะต้องให้ พื้นฐานความรู้ ทางศิลปการละครและศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการแสดง อันได้แก่ การแสดงความรู้เรื่องสุนทรียะ บทละคร การกำกับการแสดง และการสร้างผลงานละคร ฯลฯ ผู้เรียนจะนำความรู้พื้นฐานนี้ ไปปรับใช้ในการทำงานต่อไป

สำหรับผู้เขียนแล้ว วิชาพื้นฐานที่เป็นหัวใจของศิลปการแสดง คือ วิชาพื้นฐานการแสดง อันเป็นวิชาที่ว่าด้วยการพัฒนา ฝึกฝนให้ผู้เรียนรู้จักตนเองทั้งร่างกายและจิตใจ ฝึกสมาธิ จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นคนช่างสังเกต มีวินัย มีเหตุผล เชื่อมั่นในตนเอง รู้จักการทำงานเป็นทีม กล้าแสดงออก รู้จักใช้สมาธิและพลังในการแสดง สามารถแสดงออกอย่างสมจริงตรงไปตรงมา

คำว่า "สมจริง" นั้น คือ ความจริงในเงื่อนไขของเรื่องราวที่แสดง อันเป็นการสมมติของเหตุการณ์ ตัวละคร กาลเวลา สถานที่ การแสดงของนักแสดง และการนำเสนอเรื่องราว ต้องจริงจังมีพลัง และก่อให้เกิดความสนุก การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้ชมมีความพอใจ และได้สาระที่นำไปขบคิดได้

เมื่อได้ศึกษา พื้นฐานการแสดง อันเป็นหัวใจแล้ว นักศึกษาจะต้องมีความรู้ด้านวรรณกรรมการละคร ได้อ่านบทละครของนักเขียนคลาสสิก รวมทั้งนักเขียนบทละครร่วมสมัยทั้งของไทยและสากล นักศึกษาด้านการศิลปการแสดงนั้น ควรมีความรู้ และมีความเข้าใจเรื่อง รากวัฒนธรรม ของเราที่แตกต่างจากสากล เข้าใจรสนิยม และวัฒนธรรมของผู้ชมไทยปัจจุบัน

และเข้าใจ ละครทางเลือก ที่นับวันจะมีบทบาทในการสะท้อนความเปลี่ยนแปลงในสังคม ความเหลื่อมล้ำ การต่อสู้ และการเผชิญหน้าระหว่างความถูกต้อง และอำนาจอิทธิพล ละครทุกเรื่องนั้นไม่ว่าจะเป็นของชาติใด สมัยใด ก็พูดถึงความขัดแย้งในครอบครัว

การกระทำผิดพลาดอันเนื่องมาจากความรัก ความโลภ และการแย่งชิงอำนาจ การคอรัปชั่นของผู้นำ การสิ้นหวังของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไม่ทันกับระบบ เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่ต้องสอนศิลปการแสดง และการละครให้เชื่อมโยงกับสังคมได้

การที่แต่ละมหาวิทยาลัยมีหลักสูตร และเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตทางศิลปการแสดงที่แตกต่างกันนั้น เป็นเรื่องน่ายินดี ภาควิชาหรือสาขาวิชาศิลปการแสดงและการละคร ในมหาวิทยาลัยนั้น ตั้งอยู่ในคณะที่แตกต่างกัน (อักษรศาสตร์-นิเทศศาสตร์-ศิลปกรรมศาสตร์) การกำหนดเป้าหมายในการผลิตบัณฑิต และการจัดการบริหารหลักสูตรในแต่ละสถาบัน จึงมีรูปแบบเฉพาะตามแต่ความเหมาะสม และเป้าหมายของแต่ละสถาบันที่สังกัดอยู่

ในมหาวิทยาลัยที่มีแนวคิดและนโยบาย ในการรับนักศึกษาที่ทำงานแล้ว เข้ามาศึกษาจนได้รับปริญญาบัตรเป็นนโยบายที่ดี เพราะเมืองไทยนั้นนิยมใช้นักแสดงที่มีอายุน้อย และชักนำเข้าสู่วงการตั้งแต่ยังไม่จบมัธยมศึกษา แต่กระบวนการสอบคัดเลือกต้องทำอย่างมีขั้นตอน ที่ประเมินได้อยู่ในกฎเกณฑ์ที่มีความเสมอภาค

มีกระบวนการคัดเลือกเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน และมีบรรทัดฐานที่มีสมเหตุสมผลเป็นที่ยอมรับได้ ที่สำคัญคณะกรรมการตัดสินต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีความรู้ในสายวิชานั้นจริง

การจัดการศึกษาต้องมีการจัดการที่เป็นระบบ สามารถเอื้อต่อเงื่อนไขของนักศึกษาทุกคนอย่างเสมอภาค ถ้ามีนโยบายรับผู้ที่ทำงานแล้ว มาศึกษาร่วมกับนักศึกษาปกติ ก็ควรจัดการศึกษาให้มีการเรียนวิชาพื้นฐาน และวิชาหลักเพียง 3-4 วันต่อสัปดาห์

เวลาที่เหลือคนที่ทำงาน อาจไปทำงาน คนที่เรียนอย่างเดียวอาจลงรายวิชาเพิ่มเติมและได้ประโยชน์จากการเรียน และสามารถจบการศึกษาได้เร็วกว่าผู้ที่ทั้งทำงาน และเรียนไปด้วย หรือมีการสร้างรายวิชาในการฝึกงานหรือทำงานนอกคณะ แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีการจัดการ ประเมิน และตรวจสอบได้อย่างมีระบบขั้นตอนที่โปร่งใส

ในการหาครูหรือผู้เชี่ยวชาญมาสอนวิชาทางศิลปการแสดงนั้น ต้องยอมรับว่าในสายวิชานี้ การหาผู้ที่จบปริญญาเอกหรือโท และต้องการเป็นอาจารย์นั้นหายาก ถ้าเป็นคนมีฝีมือ และจบปริญญาตรี มักต้องการทำงานในสายอาชีพ อยู่ในกองถ่าย หรือทำงานเชิงสร้างสรรค์ เพราะตลาดด้านนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้จบใหม่ได้ทำงานตรงตามที่ได้ฝึกฝนมา

การรับครูที่จบปริญญาตรี จึงเป็นเรื่องที่ทำกันในหลายมหาวิทยาลัย ภาควิชาหรือคณะจะต้องมีแผนและลงทุนในการพัฒนาคณาจารย์ของตน การศึกษาต่อในระดับปริญญาขั้นสูง ควรเป็นการศึกษาในสายวิชาที่ตรงต่อรายวิชาที่ภาควิชาวางแผนพัฒนาไว้

ถ้าต้องการครูในสายการแสดง และกำกับการแสดง ก็ควรส่งอาจารย์ไปศึกษาในสายนั้น อาจจะได้ปริญญาโท ที่เป็น Master of Arts แล้วต่อยอดจนถึงปริญญาเอก หรือเป็นปริญญาขั้นสูงสุดในสายปฏิบัติ ได้แก่ Master of Fine Arts สายการแสดง หรือกำกับการแสดง หรือสายออกแบบ

ศิลปการแสดงเป็นศิลปะร่วมกันของคนหลายฝ่าย เป็นวิชาที่เน้นการแสดงออก การฝึกปฏิบัติเข้มข้น และการนำเสนอความคิดและสาระอย่างตรงไปตรงมา แต่การเรียนการสอนวิชาทางศิลปการละครนั้น เป็นระบบ เน้นวินัยที่ชัดเจน และเป็นขั้นตอนมาก

ทั้งนี้ เพราะงานด้านศิลปการแสดงนั้น ต้องการทีมเวิร์ค และคนทำงานจริงจัง แม้ว่าผลงานด้านการแสดงจะมุ่งเน้นอิสระและจินตนาการ ศิลปการแสดงก็มีกฎเกณฑ์ และวินัยที่เป็นการยอมรับในทุกฝ่าย เพื่อทำให้การทำงานละครนั้น สำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ความขัดแย้งในสายศิลปการแสดงนั้น จึงเป็นสิ่งปกติ และควรนำมาวิเคราะห์ให้ชัดเจน การเรียนการสอนในสังคมประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ช่วยให้มีการประเมิน และตรวจสอบ การรับฟังข้อคิดเห็น และการเปิดใจให้มีการปรับและเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง

ผู้เขียนเห็นว่า การมองปัญหา และการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นสิ่งที่ควรทำ การประเมิน และการตรวจสอบคะแนนต่างๆ ที่เป็นการวัดผลทางงานสร้างสรรค์นั้น คงหมดสมัยที่ครูเพียงคนเดียวจะตัดสินได้ตามอำเภอใจ โดยไม่มีขั้นตอนที่อธิบายได้

การค้นหาทิศทางในการศีกษาศิลปการแสดงที่เหมาะสมกับสังคมไทย การสร้างหลักสูตรที่ดี และพัฒนาผู้เรียนให้มีความเป็นตัวของตัวเอง กล้าเผชิญหน้าและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ยังเป็นสิ่งที่ทุกสถาบันต้องค้นหา การเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนจากศิษย์ก็เป็นวิถีทางหนึ่ง ที่ช่วยให้สถาบันต้องมองตนเองให้ชัดเจนขึ้น

พรรัตน์ ดำรง