ขอบข่ายวัฒนธรรม

1. วัฒนธรรมเป็นเรื่องของวิถีชีวิตหรือการดำรงชีวิตของมนุษย์ มีการกล่าวถึงวัฒนธรรม ในด้านเนื้อหาสาระได้หลายรูปแบบ เป็นต้นว่า

พระยาอนุมานราชธนเขียนไว้ในหนังสือเรื่อง "วัฒนธรรม" (พ.ศ.2496) ว่า วัฒนธรรม แบ่งได้ 2 ประเภทคือ

1. วัฒนธรรมทางวัตถุ
2. วัฒนธรรมทางจิตใจ

วัฒนธรรมทางวัตถุ ได้แก่ สิ่งของต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ช่วยให้คนอยู่ดีกินดี เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า บ้านเรือน ยารักษาโรค รวมทั้งเครื่องมือ เครื่องใช้ อาวุธยุทธโธปกรณ์ ยานพาหนะ เป็นต้น

วัฒนธรรมทางจิตใจ ได้แก่ สิ่งที่ทำให้จิตใจและปัญญาเจริญงอกงามเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ความรู้สึกนึกคิด เช่น ศีลธรรม จรรยา มารยาท ค่านิยม ศิลปะ วรรณคดี กฎหมาย ระเบียบ ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น

นอกจากนี้วัฒนธรรมอาจจะพิจารณาแบ่งออกได้ในลักษณะอื่น ๆ อีกหลายแบบ อาจแบ่งเป็น 4 ประเภทคือ วัฒนธรรมส่วนของเอกชน วัฒนธรรมส่วนของครอบครัว วัฒนธรรมส่วนของท้องถิ่น และวัฒนธรรมส่วนของประเทศชาติ หรืออาจจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทตามแนวที่กระทรวงวัฒนธรรมเดิม (พ.ศ. 2491) ได้เคยประกาศไว้ คือ คติธรรม เนติธรรม วัตถุธรรม และสหธรรม

  • วัฒนธรรมประเภทคติธรรม เป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับจิตใจเป็นแนวทางปฏิบัติ ได้แก่ วัฒนธรรมด้านศีลธรรม จรรยามารยาทต่าง ๆ
  • วัฒนธรรมประเภทเนติธรรม เป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับกฎหมาย สิทธิหน้าที่ของพลเมืองตามกฎหมาย รวมทั้งจารีตประเพณีที่ยอมรับนับถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติเนื่องจากมีความสำคัญเหมือนกับกฎหมาย

2. ในปี พ.ศ. 2522 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (บำรุง สุขพรรณ์, 2524) ได้แบ่งวัฒนธรรมออกเป็น 5 สาขา ตามที่องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้กำหนดไว้มีรายละเอียดดังนี้คือ

(1) สาขามนุษยศาสตร์ (The Humanities) ได้แก่ วัฒนธรรมที่ว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี คุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ค่านิยม ศาสนา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี มารยาทในสังคม การปกครอง กฎหมาย เป็นต้น

(2) สาขาศิลปะ (The Arts) ได้แก่ วัฒนธรรมในเรื่องภาษา วรรณคดี ดนตรี ฟ้อนรำ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม เป็นต้น

(3) สาขาการช่างฝีมือ (The Practical crafts) ได้แก่ วัฒนธรรมในเรื่องการเย็บปักถักร้อย การแกะสลัก การทอผ้า การจักสาน การทำเครื่องเขิน เครื่องเงินเครื่องทอง เครื่องถม การจัดดอกไม้ การทำตุ๊กตา การทอเสื่อ การประดิษฐ์ การทำเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น

(4) สาขาคหกรรมศิลป์ (The Domestic Arts) ได้แก่ วัฒนธรรมในเรื่องอาหาร เสื้อผ้า การแต่งงาน บ้าน ยา การดูแลเด็ก ครอบครัว การรู้จักประกอบอาชีพช่วยเศรษฐกิจในครอบครัว เป็นต้น

(5) สาขากีฬาและนันทนาการ (The Sports and Recreation) ได้แก่ วัฒนธรรมในเรื่องการละเล่น มวยไทย ฟันดาบสองมือ กระบี่กระบอง กีฬาพื้นบ้าน เป็นต้น

ขอบข่ายการดำเนินงาน

การดำเนินงานวัฒนธรรมให้มีประสิทธิภาพ ควรกำหนดขอบข่ายให้ชัดเจน ดังนี้ :

1. การฟื้นฟูวัฒนธรรม : การนำศิลปะวัฒนธรรมที่กำลังจะสูญหายหรือ เสื่อมสลายมาทำให้มีความหมายและความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนในชาติ

2. การถ่ายทอดวัฒนธรรม : การนำวัฒนธรรมที่ผ่านการเลือกสรรกลั่นกรองแล้วไปใช้ ในกระบวนการให้การศึกษา อันจะทำให้สมาชิกในสังคมเกิดความเข้าใจ ตระหนักใน คุณค่า และนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับยุคสมัย การถ่ายทอดวัฒนธรรม อาจดำเนินการในรูปแบบที่หลากหลาย อันรวมหมายถึง "การฝึกอบรม" ซึ่งเป็นการฝึกอบรมเพื่อการเรียนรู้ และการฝึกอบรมเพื่อการอาชีพและการแข่งขัน

3. การส่งเสริมสนับสนุนงานวัฒนธรรม : หน่วยงานภาครัฐ และ เอกชนให้การให้ การสนับสนุนการดำเนินงานวัฒนธรรมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในการสนับสนุนงบประมาณ และ ยกย่องเชิดชูเกียรติบุคลากรทางวัฒนธรรมที่มีความรู้ความสามารถ

4. การสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม : กระตุ้นให้บุคลากรทางวัฒนธรรม/ ผู้สร้างสรรค์งาน วัฒนธรรม และบุคคลทั่วไป ได้สร้างสรรค์งานวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น งานหัตถกรรม หัตถศิลป์ ศิลปะแขนงต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อการจรรโลงไว้ซึ่งศิลปะและวัฒนธรรม ของประเทศ ประชาชนตระหนักในความสำคัญของวัฒนธรรม เกิดสุนทรียะทางศิลปะ และวัฒนธรรมสร้างสรรค์งานวัฒนธรรม ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติให้คงอยู่สืบไป

5. การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมต่างประเทศ : สนับสนุนให้มีการแลก เปลี่ยนวัฒนธรรมกับต่างประเทศ โดยมิให้เกิดการกระทบต่อความ มั่นคงของชาติอื่น สนับสนุนให้มีการศึกษาวัฒนธรรมของชาติ เพื่อตระหนักถึงความคล้ายคลึงและ ความแตกต่าง ทั้งนี้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่มีคุณค่าแก่สังคมไทย และเสริมสร้าง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็เป็นการปกป้องมิให้วัฒนธรรม อื่นเข้ามามีบทบาท/อิทธิพลต่อวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของ ประเทศ

6. การพัฒนา : การริเริ่มสร้างสรรค์ และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมให้ เหมาะกับยุคสมัย บังเกิดคุณประโยชน์แก่ชีวิต สังคมและธรรมชาติ รวมถึงการ ปรับปรุง และการออกกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาวัฒนธรรม

7. การศึกษา : การบูรณาการวัฒนธรรมกับการศึกษา ให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ เข้าใจ และตระหนักในคุณค่าของวัฒนธรรมไทย รวมทั้งผู้จัดการศึกษา จัดโครงสร้างเนื้อหา ของหลักสูตรโดยใช้มรดกวัฒนธรรมเป็นแกน เนื้อหา ความยากง่าย และลุ่มลึก เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละท้องถิ่น ผู้เรียนเกิดความภูมิใจในความเป็นไทย มีทักษะ ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ สามารถปรับตัวต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงได้อย่างสมศักดิ์ศรี

8. การเสริมสร้างประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม : การพัฒนาความมีวินัยของคนไทย เคารพกฎหมาย และระเบียบของสังคมส่วนใหญ่ มีวิญญาณสาธารณะ เคารพสิทธิของ ตนเองและผู้อื่น คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มีความซื่อสัตย์สุจริต เข้าใจ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมประชาธิปไตย จัดให้มีการปฏิรูปการเมืองในระบบ ให้เอื้อต่อ วิถีชีวิตประชาธิปไตยในสังคมไทย

9. การเผยแพร่ : การเผยแพร่ผลงานของผู้สร้างสรรค์วัฒนธรรมและสินค้าทาง วัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ โดย ใช้สื่อทุกประเภท

10. การค้นคว้าวิจัย : การสำรวจศึกษาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูลเพื่อประโยชน์ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ถ่ายทอด พัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนงานด้านวัฒนธรรม ให้คงอยู่สืบไป

11. การลงทุนทางวัฒนธรรม /อุตสาหกรรมวัฒนธรรม : สนับสนุนให้ศิลปินสร้าง สรรค์งาน และเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลงานของศิลปินเหล่านี้ โดยใช้ ยุทธศาสตร์การ เผยแพร่ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ควรมีความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมมือกันจัดทำกรอบนโยบายด้านอุตสาหกรรม วัฒนธรรม รวมทั้งจัดทำกฎหมายเพื่อเอื้อแก่การนำสื่อสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการสร้างสรรค์งาน

12. การมีส่วนร่วมของประชาชนทางด้านวัฒนธรรม : ประชาชนทุกหน่วยของ สังคม หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน เห็นความสำคัญของวัฒนธรรม และเข้า ไปมีส่วนร่วมให้การสนับสนุนในการจัดกิจกรรม และ/หรือเป็นอาสาสมัครเข้าร่วม ในกิจกรรมวัฒนธรรม เพื่อให้การทำงานวัฒนธรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล