งานด้านการศึกษาของพิพิธภัณฑ์ในทศวรรษหน้า

สภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ หรือ ICOM (International Council Of Museums ) ได้ให้คำจำกัดความของ "Museum " ว่า มีหน้าที่ในการรวบรวม สงวนรักษา ศึกษาวิจัยและจัดแสดงสิ่งซึ่งเป็นหลักฐานที่มีความสำคัญแก่มนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยมีความมุ่งหมายเพื่อการศึกษาค้นคว้า การศึกษาและความเพลิดเพลินตามความหมายดังกล่าวข้างต้น พิพิธภัณฑ์สถานทั่วโลกในปัจจุบันได้พัฒนามาอย่างกว้างในฐานะที่เป็นองค์กรที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในเครือข่ายของสังคมและของระบบการศึกษาของชาติซึ่งประกอบด้วยสถาบันตามระเบียบแบบแผน เช่น มหาวิทยาลัย โรงเรียน ครอบครัว ที่ทำงานและชุมชน พิพิธภัณฑ์สถานเอื้อประโยชน์และ เสริมการศึกษาและการเรียนรู้ในระบบ (Formal Education) และการศึกษานอกระบบ (Non-formal Education) พิพิธภัณฑสถาน สามารถช่วยเสริมมิติที่เป็นรูปธรรมให้แก่การศึกษาในระบบโรงเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างพิพิธภัณฑ์สถานกับสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เป็นการสร้างศักยภาพทางการศึกษาในอนาคตอย่างยิ่ง เนื่องจากหลักสูตรใหม่เน้นความสำคัญของ การร่วมผสมผสานความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปะและมนุษยศาสตร์ นอกจากนั้น พิพิธภัณฑ-สถานยังมีศักยภาพที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับองค์การ ต่างๆที่ให้บริการการศึกษานอกระบบโรงเรียน ชุมชุน เช่นห้องสมุด กลุ่มหรือคณะ องค์กรเพื่อการบริการสังคม ฯลฯ

ความหมายของการศึกษา นางจิรา จงกล อดีตผู้อำนวยการกองการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้กล่าวไว้ว่า " การศึกษาในความหมายปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงคำสอน หรือการถ่ายทอดวิชาจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง การศึกษาไม่เพียงการให้ความรู้ แต่เป็นการพัฒนาคน เป็นการปลูกฝัง ส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดสติปัญญา ความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติที่ดี มีรสนิยมสูง มีวิจารณญาณ การศึกษาเป็นการพัฒนาคนทุก ๆ ด้านไม่เฉพาะเพียงให้ความรู้เท่านั้น ดังนั้น การศึกษาจึงไม่ได้อยู่เพียงที่สำนักเรียนแต่อยู่ที่สิ่งแวดล้อมทุกแห่ง และสถาบันที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง คือ พิพิธภัณฑ-สถานซึ่งจะเป็นสถานที่ซึ่งสามารถพัฒนาการศึกษาในเรื่องความคิด ความเข้าใจคุณค่าทัศนคติได้อย่างกว้างขวาง

การศึกษาคืออะไร สำหรับบางคนจะเข้าใจว่าการศึกษาหมายถึง การสอนที่ผ่านจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง หรือจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ดังนั้น พิพิธภัณฑสถานจึงเป็นเพียง
หนังสืออ้างอิงชนิดหนึ่งที่แสดงข้อมูลจริงในรูปแบบของความเพลิดเพลิน แต่สำหรับคนที่เข้าใจ
การศึกษา หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ การถ่ายทอดความรู้ การฝึกฝนอบรม การใช้พลังความคิดค้น หาความรู้จากสิ่งที่พบเห็นหรือสัมผัส ดังนั้น พิพิธภัณฑสถานจะทำหน้าที่แปลความหมาย ของวัตถุและเร่งเร้าความสนใจให้เขาได้ค้นหาด้วยตัวเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการ กิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะจัดให้กับสาธารณชน ในปัจจุบันของการศึกษา สำหรับบุคคลซึ่งสถาบันจะต้องเป็นผู้นำที่จะเผยแพร่สู่สาธารณชนก็คงจะเป็นพิพิธภัณฑสถาน ซึ่งสามารถให้คำตอบได้อย่างดี

พิพิธภัณฑสถานในปัจจุบันได้ผ่านยุคของความเป็นประเพณี เป็นสถานที่ซึ่ง ในอดีตจำกัดตนเองอยู่เพียงการรวบรวม การอนุรักษ์ และให้ความรู้เฉพาะนักปราชญ์ หรือนักวิชาการ โดยได้ย่างเข้าสู่ยุคของ การเปลี่ยนแปลงซึ่งผู้รับผิดชอบพิพิธภัณฑสถานไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ภัณฑารักษ์ เจ้าหน้าที่การศึกษา ผู้ออกแบบจัดแสดง ฯลฯ ต้องคำนึงถึงมิติแห่ง การบริการทางการศึกษาให้แก่สังคม และมองหาหนทางและปรับปรุงวิธีการใหม่ ๆ และนำมาทดลองเพื่อให้การศึกษา ของพิพิธภัณฑสถานมีคุณค่าต่อสาธารณชนมากขึ้น ดังนั้น พิพิธภัณฑสถานควรเป็นสถานที่ซึ่งเป็นทั้งอนุรักษ์และจัดแสดงวัตถุ เป็นสถานที่ซึ่งสาธารณชนเข้ามาเรียนรู้ ซึ่งในที่นี้จะพยายามใช้คำว่า "ความรู้" (Learning) มากกว่าคำว่า "การศึกษา" (Education) ดังนั้น เราจะพูดกันถึงว่าพิพิธภัณฑ-สถานเป็นเสมือนสถานที่ให้ความรู้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นผู้มีอาชีพพิพิธภัณฑสถานให้เข้าใจว่าการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑสถานคืออะไร พิพิธภัณฑสถานไม่ว่าจะเป็นสาขาหรือด้านใด เช่น ทัศนศิลป วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ฯลฯ ซึ่งจะแสดงถึงความก้าวหน้าของมนุษยชาติ พลังสร้างสรรค์ของอารยธรรม วิทยาศาสตร์ ธรรมชา ติ เทคโนโลยี พิพิธภัณฑสถานเก็บรักษาวัตถุจริง ซึ่งเป็นรากฐาน ของอำนาจที่ซ่อนเร้นเกี่ยวกับการศึกษาในพิพิธภัณฑสถาน

ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหวังและความคาดหมายต่อการศึกษาอย่างมากมาย การพัฒนาทางความรู้ การฝึกฝน การศึกษาสำหรับสาธารณชน เป็นสิ่งที่ควรช่วยเหลือที่สำคัญที่สุด ดังนั้นพิพิธภัณฑสถานในทศวรรษหน้า ควรมีการเปลี่ยนแปลงในองค์กรของพิพิธภัณฑสถาน โดยต้องมีความเชื่อว่า การศึกษาเป็นความรับผิดชอบของพิพิธภัณฑสถานต่อสังคม และควรจะเป็นภารกิจแรกคือการให้ความรู้และเน้นการศึกษาของสาธารณชน การจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวข้องอย่างมาก การจัดแสดงวัตถุ สิ่งของหรือตัวอย่าง ของมักจะประกอบด้วยการออกแบบ กราฟฟิก แผนภูมิหลายรูปแบบ ป้ายจัดแสดงไม่เพียงเพิ่มพูนการสื่อสารของนิทรรศการ โดยพยายามให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมเกี่ยวกับวัตถุ แผ่นพับจะต้องบอกเรื่องราวอย่างมากมาย ของวัตถุที่จัดอยู่พิพิธภัณฑสถานจะต้องจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องภายในอาคาร (In house) และที่ออกสู่ชุมชน (Out-reach program) สำหรับโรงเรียน สถานศึกษา ชุมชน ฯลฯ พิพิธภัณฑสถานไม่ควรมีเพียงการจัดแสดง แต่ต้องสอนได้ในตัว โครงการต่าง ๆ ซึ่งสนับสนุนองค์ประกอบทางการศึกษาของพิพิธภัณฑสถานได้ขยายตัวมากขึ้น พิพิธภัณฑสถานควรที่จะรู้สึกสนุกสนาน ในการมีส่วนร่วมในการให้ความรู้มากกว่าที่จะมีบทบาทในฐานะสถาบันที่ให้บริการต่อสาธารณชน และควรเพิ่มความกระตือรือร้นของสาธารณชนสำหรับการรับรู้ เรียนรู้ ข้อมูลข่าวสารโดยทั่วไป พิพิธภัณฑสถานควรที่จะช่วยสร้างความกระตือรือร้น และรับผิดชอบต่อการค้นหารูปแบบในการให้ความรู้ เนื่องจากประชาชนเข้าใจสถาบันที่เกี่ยวกับการศึกษาในระบบอย่างดี เนื่องจากทุกคนเคยเป็นนักเรียน แต่พิพิธภัณฑ-สถานเปรียบเป็นสถาบันทางวัฒนธรรม ซึ่งต้องเพิ่มความชำนาญโดยพื้นฐาน ให้แก่ประชาชนมากขึ้นนับเป็นการท้าทายอย่างพิเศษสุดในความรับผิดชอบทางการศึกษา ว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนสามารถเรียนรู้อย่างดีจากสิ่งแวดล้อมของพิพิธภัณฑสถานได้อย่างไร พิพิธภัณฑสถานมีวัตถุเป็นศูนย์กลางความรู้ และเป็นที่น่าสนใจระหว่างนักบริหารและ นักการศึกษาในการที่จะกำหนดและวางกฏเกณฑ์ทฤษฏีการเรียนในพิพิธภัณฑสถานให้ชัดเจน

จากการที่บทบาทการศึกษาของพิพิธภัณฑสถานได้เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นความรับผิดชอบ ของฝ่ายที่จะวางแผนจัดกิจกรรมภายในความหมายของคำว่า "การศึกษา" ต้องมีโครงการการสอน ต้องพัฒนากิจกรรมการสอนให้มีความเกี่ยวโยงกับนิทรรศการ สำหรับนักเรียนและผู้ชมพิเศษ ความสำเร็จของงานที่ยุ่งยากของเจ้าหน้าที่การศึกษา (Museum Education) ในพิพิธภัณฑ-สถานจำเป็นต้องมีความชำนาญ ในการเป็นครูที่มีความรู้วิชาครู แต่ต้องแตกต่างไปตามกลุ่มคนที่ต้องสื่อสารด้วย งานของเจ้าหน้าที่การศึกษาจะต้องเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนซึ่งมีความแตกต่างกันทางลักษณะและเจ้าหน้าที่ การศึกษาต้องมีความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาง่าย ๆ ที่จะทำให้ผู้เข้าชมเข้าใจ ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาจากงานวิชาการของสถาบัน และต้องวางแผนโปรแกรมการศึกษาโรงเรียน อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่การศึกษาที่ดีจะถูกสร้างขึ้นมาจากการที่เป็นผู้เข้าใจ แนวคิด เป้าหมาย ข้อมูล ประวัติและการพัฒนาของพิพิธภัณฑสถานนั้น ๆ

ในสภาวะที่ทรัพยากรของโลกลดน้อยลง พิพิธภัณฑสถานจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา เอกชน สถาบันและองค์กรที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมากในการให้บริการและให้การศึกษาแก่สาธารณชน พิพิธภัณฑสถานต้องพยายามให้ความร่วมมือกับพิพิธภัณฑสถานอื่น ๆ มหาวิทยาลัย โรงเรียน ห้องสมุด รวมทั้งกลุ่มทัศนศิลป์ และศิลปการแสดงต่าง ๆ ตลอดจนสื่อและองค์กรอนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานต้องทำงานเกี่ยวกับกลุ่มบริการสังคม วางรูปแบบการร่วมงานกับหน่วยงานของรัฐทั้งในระดับเมืองและชุมชน พิพิธภัณฑสถานไม่สามารถทำงานอยู่ได้โดยลำพังในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความร่วมมือเป็นวิถีทางนำมาซึ่งการมีส่วน ตลอดจนความรู้ ความชำนาญพิเศษแก่คณะทำงานของพิพิธภัณฑสถาน การให้ความร่วมมือในการสนทนาโต้ตอบกับผู้เข้าชม เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดวิธีที่จะขยายการให้บริการแก่ผู้ชม นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมความสามารถของเจ้าหน้าที่และก่อให้เกิดแนวทางที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายในการทำงาน ซึ่งในเรื่องที่พิพิธภัณฑสถานในทศวรรษหน้าควรที่จะดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษาอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการค้นหา มิติสาธารณชนที่เกี่ยวกับความรู้สึก ประสบการณ์ และความเกี่ยวข้องที่มีต่อพิพิธภัณฑสถาน โดยการจัดโครงการและกิจกรรมเพื่อค้นหาความจริงในการปรับปรุงพัฒนาบทบาทหน้าที่ที่มีต่อชุมชนในสังคม ได้แก่

๑. ความรู้สึกของสาธารณชนเป็นความประทับใจ ความรู้และความรู้สึกต่อพิพิธภัณฑ-
สถานซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้สามารถสร้างภาพลักษณ์และการก่อตั้งบทบาทหน้าที่ของพิพิธภัณฑ-
สถานที่มีต่อชุมชนในขอบข่ายเกี่ยวกับภารกิจ แผนงาน ผู้เข้าชม ความเกี่ยวพันกับสาธารณชนและการตลาด การจัดกิจกรรมซึ่งเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานจะจัดเป็นกลุ่มถกเถียงกัน ประกอบด้วยภัณฑารักษ์ อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ และกลุ่มผู้บริหาร โดยวิธีการออกสอบถามข้อมูลจากพนักงาน บุคคลที่ทำงาน ด้านธุรกิจ ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม นักท่องเที่ยว ฯลฯ เกี่ยวกับพิพิธภัณฑสาน เช่นคำถามที่ว่ามีความรู้เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์อย่างไรบ้าง ท่าทีของนักธุรกิจท้องถิ่นต่อพิพิธภัณฑสถานมีอะไรบ้าง พวกเขาได้รับข้อมูลมากน้อยเพียงใด ต่อจากนั้นต้องมีการติดตามประเมินผล และนำมาพิจารณาปรับปรุงต่อไป

๒. ประสบการณ์สาธารณชนต่อพิพิธภัณฑสถานจะถูกพิจารณา โดยความคิด อารมณ์ และความสนใจ ซึ่งสาธารณชนได้จากคำบอกเล่าปากต่อปาก จากสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวข้อง การพิจารณาประสบการณ์ สาธารณชนจะตัดสินใจได้จากการติดต่อของพิพิธภัณฑสถานต่อสาธารณ-ชนในหัวข้อแนวความคิด การบริการต่อผู้เข้าชม การจัดนิทรรศการและโครงการ จุดมุ่งหมายของการจัดกิจกรรมนี้ก็เพื่อจะเก็บความรู้สึกของสาธารณชน ที่มีต่อพิพิธภัณฑสถาน วิธีการที่จัดทำโดยการเลือกผู้แทนของชุมชน ประมาณ ๓-๔ คนให้มาชมพิพิธภัณฑสถานประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง เลือกบุคคล ๒ คนซึ่งมาชม พิพิธภัณฑสถานโดยสม่ำเสมอ และอีก ๒ คนผู้ซึ่งไม่เคยมาชมพิพิธภัณฑสถาน นำไปชมนิทรรศการเฉพาะเรื่องเป็นพิเศษ เปิดโอกาสให้เขา เหล่านั้นใช้เวลาในการพิจารณานิทรรศการประจำ และเข้าร่วมโครงการนำชมหรือโปรแกรมอื่น ๆ รวมทั้งยินดีที่ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสอบถาม คำถามและบันทึกปฏิกิริยาและข้อเสนอแนะของเขา จัดทำรายละเอียดอาชีพของทุกคนและให้ตอบคำถาม เช่น ท่านได้รับข้อมูลพิพิธภัณฑสถานและได้ความรู้จากที่ใด เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ช่วยเหลือท่านอย่างไรบ้าง ประสบการณ์สาธารณชนควรจะได้รับการปรับปรุงอย่างไร มีการติดตามประเมินผล บันทึกการประชุม และหาข้อสรุปเกี่ยวกับคำถามที่ว่าอะไรที่ทำให้ผู้เข้าชมประทับใจ และจะปรับปรุงได้อย่างไร

3. ความเกี่ยวข้องของสาธารณชน การมีส่วนร่วมมือกับชุมชน การจัดโครงการโปรแกรม
และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน จะทำให้ประชาชนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ กิจกรรมที่สาธารณชนมีส่วนเกี่ยวข้องมีดังนี้

3.1 การพบปะชุมชน ซึ่งควรต้องจัดการประชุมพบปะทั้งกลุ่มเล็กประมาณ ๑๐-๑๕
คน และกลุ่มใหญ่ประมาณ ๒๕-๓๐ คน เพื่อที่จะปรึกษาเกี่ยวกับความเกี่ยวพันของชุมชนต่อพิพิธภัณฑสถาน การเชิญผู้นำ ผู้แทนจากชุมชน เช่น อาจารย์วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ผู้บริหารโรงเรียน (ครูใหญ่ หรือคณะกรรมการบริหาร) ครู ผู้ปกครอง นักธุรกิจ พนักงานรัฐวิสาหกิจ บุคคลในวงการศิลปะ หัวหน้าหน่วยงานทางวัฒนธรรมเฉพาะเรื่องในชุมชน นักเรียน ผู้เข้าชม ผู้ปกครองของโรงเรียนใกล้ ๆ เซลส์แมนจากร้านใกล้ ๆ ในชุมชน บุคคลในวงการกีฬา เชิญผู้ที่ไม่เคยเข้าชมพิพิธภัณฑสถาน สอบถามและหาคำแนะนำใหม่ ๆ มาสู่การปรึกษา หาวิธีจัดบริการการศึกษาต่อไป จากนั้นควรเลือกคณะทำงานที่สามารถทำงานได้อย่างสะดวกและ คล่องแคล่วจากเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑสถาน วิทยาลัยใกล้ ๆ มหาวิทยาลัย และจากบุคคลที่มีประสบการณ์ เพื่อจะจัดเป็นกลุ่มปรึกษาหารือ ถกเถียง หาข้อสรุปที่นำไปสู่การจัดการพบปะชุมชนในสังคมเฉพาะเรื่องในเรื่องที่จะเนินการต่อไป ต้องมีการบันทึกเสียง จดบันทึกกลุ่มที่มีการถกเถียง ปรึกษาหารือ จดรายชื่อและอาชีพผู้เข้าร่วมโครงการ สรุปรายงาน สุดท้ายเป็นการพบปะกับคณะเจ้าหน้าที่ปรึกษาข้อมูลร่วมกันในการเตรียมการจัดการพิจารณา ถกเถียงหาข้อสรุปเพื่อการปรับปรุงต่อไป

3.2 เน้นการพบปะชุมชน โดยการคัดเลือกบุคคลประมาณ ๖-๑๒ คน ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงในการถกเถียง หารือ ปรึกษาตามหัวข้อที่กำหนดเกี่ยวกับเป้าหมายของพิพิธ-ภัณฑสถานต่อผู้เข้าชม จุดมุ่งหมายของโครงการและกิจกรรม งบประมาณ ดำเนินรายการ โดยผู้มีประสบการณ์ ซึ่งบุคคลนี้เป็นหัวใจของความสำเร็จที่จะดำเนินไปตามกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วยผู้เคยเข้าชม และสนับสนุนกิจกรรมจากการโทรศัพท์ตามรายชื่อสมาชิกพิพิธภัณฑ-สถาน จากศูนย์การค้า นักท่องเที่ยว ครู ผู้ใหญ่ เด็ก สำหรับผู้ดำเนินรายการควรจะคัดจากผู้ที่เคยมาชม และไม่เคยมาพิพิธภัณฑสถาน เช่น อาจารย์จากมหาวิทยาลัย ผู้บริหารโรงเรียน ครู (ระดับประถม มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย) นักธุรกิจ ศิลปินอิสระ หัวหน้าหน่วยงานและองค์กรทางวัฒนธรรมในชุมชน จากผลสรุปของการดำเนินการกิจกรรมนี้ ผู้รับผิดชอบและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพิพิธภัณฑสถาน จะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า "ท่านค้นพบความเกี่ยวข้องของสาธารณชนในชุมชน ซึ่งท่านไม่เคยรู้มาก่อนอย่างไรบ้าง"

การร่วมมือกันระหว่างพิพิธภัณฑสถานและโรงเรียน สถาบันการศึกษาและสถาบันทางวัฒนธรรมอื่น ๆ เป็นสิ่งจำเป็นมากในยุคนี้ โดยต้องมีการสื่อสารและติดต่อกันระหว่างเจ้าหน้าที่การศึกษาของพิพิธภัณฑสถาน ครู ผู้บริหารเกี่ยวกับจุดประสงค์และจุดมุ่งหมายหลักที่จะนำประสบการณ์ความรู้ไปมอบให้เด็กนักเรียน โดยมิให้เขาเหล่านั้นพูดได้ว่า "ครูและนักเรียนจะได้ผลประโยชน์เต็มที่อย่างไรบ้างจากประสบการณ์ของพิพิธภัณฑ์" โดยควรที่จะบอกว่า "พิพิธ-ภัณฑสถานจะสามารถช่วยเหลืออะไรบ้าง" ตามความต้องการของโรงเรียน ซึ่งวิธีการนั้นทั้ง ๒ ฝ่าย คือ พิพิธภัณฑสถานและครูต้องทำงานด้วยกันจึงจะทำให้ได้ผล โครงการสำหรับเด็กนักเรียนและสถาบันการศึกษา ชุมชน ทั้งที่จัดในสถานที่และนอกสถานที่ สามารถจัดได้ในหลายรูปแบบตามความต้องการและความสนใจของสาธารณชนได้แก่

๑. การเยี่ยมชม (museum tour) นำชมด้วยตนเอง ซึ่งผู้เข้าชมสามารถดูได้ด้วยตนเอง โดยการศึกษาหาความรู้จากวัตถุ ป้าย และหนังสือนำชม การกดฟังเสียงคำบรรยาย การยืมหูฟังคำบรรยายตามห้องจัดแสดง ฯลฯ หรือการนำชม (conducted tour) โดยผู้เข้าชม พิพิธภัณฑสถานสามารถเข้าร่วมรายการนำชม ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบและมักจะได้ผลมากและมีครูเป็นผู้แนะนำ ซึ่งครูเหล่านั้นจะต้องเตรียมตัว มาอย่างดีและทำตัวเป็นกันเอง ทำให้การชมน่ารื่นรมย์ เน้นสีสรรของวัตถุ มีบุคลิกดี อบอุ่นในการสื่อสารการตอบคำถาม ฯลฯ

๒. กิจกรรมสำหรับเยาวชน (Youth activities) การเข้าชมของนักเรียนเป็นกลุ่มซึ่งต้อง พัฒนาพิพิธภัณฑสถานเข้าสู่หลักสูตรของโรงเรียนและต้องจัดหลายระดับ เจ้าหน้าที่การศึกษาต้องเป็นผู้ดำเนินการเชิญครู ที่ปรึกษาการจัดหลักสูตรมาทำงานด้วยกัน ในการจัดทำห้องปฏิบัติการและเอกสารประกอบ พิพิธภัณฑสถานต้องจัดส่งนิทรรศการเคลื่อนที่ นิทรรศการในห้องเรียน หนังสือ โสตทัศนวัสดุไปไว้ที่โรงเรียน ซึ่งครูสามารถใช้เป็นอุปกรณ์การสอนเชื่อมโยงและอธิบายถึงวัตถุ ในพิพิธภัณฑสถานไปสู่เด็กได้ง่ายขึ้น

๓. การบริการให้ยืมวัตถุสำหรับโรงเรียน (School loan material) โดยการให้ยืมตู้หรือกล่องที่มีขนาดประมาณ ๓๐ x ๓๐ x ๔๐ เซนติเมตร มีฝาปิดด้านหน้า ภายในประกอบด้วยวัตถุ คำบรรยาย แผ่นสไลด์ เทป ประกอบเป็นเรื่องราว จัดเป็นชุดสำหรับให้บริการ เกี่ยวกับภาพเขียน แมลง ศิลปโบราณวัตถุ เงินตรา เครื่องปั้นดินเผา ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ฯลฯ

๔. การอบรมครู (Teacher training) เป็นการอบรมให้ครูผู้ที่จะทำหน้าที่ในการสอนและการนำชม รวมทั้งเป็นผู้ดูแลนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ทั้งที่จัดภายในและภายนอกพิพิธ-ภัณฑสถาน ซึ่งเป็นการดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่การศึกษาของพิพิธภัณฑสถาน และโดยความช่วยเหลือของอาสาสมัครผู้มีประสบการณ์ ในพิพิธภัณฑสถานหลายแหล่งมีความร่วมมือกันกับสอนที่โรงเรียน และมีการมอบประกาศนียบัตร ซึ่งต่อมาครูผู้ได้รับการอบรมชำนาญการนำชมและแนะนำกิจกรรมจะกลับมาเป็นอาสาสมัครหรือจะเป็นผู้ชี้แนะผู้บริหารโรงเรียน หรือนักเรียนของตนให้เข้าร่วมกิจกรรมของพิพิธภัณฑสถานต่อไป

๕. กิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่ ครอบครัว และเด็ก โครงการที่ดีมีผลมาจากความร่วมมือกันกับประชาชน ทั้งภายนอกและภายในพิพิธภัณฑสถานเป็นผลให้เกิดการพัฒนาวัตถุที่สามารถนำชมด้วยตนเอง แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่การศึกษาในพิพิธภัณฑสถานช่วยมากในการให้ข้อมูล สำหรับผู้เข้าชมในห้องจัดแสดง เช่น ป้ายคำบรรยาย ป้ายวัตถุ หนังสือแผ่นพับนำชม นิทรรศการหลายรูปแบบทั้งนิทรรศการประจำและชั่วคราว การจัดโปรแกรม การบรรยายในห้องจัดแสดง โดยศิลปิน นักปราชญ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ การจัดทำหลักสูตรแนะนำศิลปะและวิชาการที่เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ โครงการจัดสัปดาห์ขายภาพยนตร์ ดนตรีสากล การจัดตั้งสมาชิกพิพิธภัณฑ์ การจัดกิจกรรมให้กับครอบครัวของสมาชิกพิพิธภัณฑสถาน ซึ่งจะมากันเป็นคณะมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยจัดเป็นโครงการวันหยุด การนำชมห้องแสดงเพื่อค้นหาและเรียนรู้ร่วมกัน การจัดห้องเรียน ในการวาดภาพ เขียนร่างรูป ปั้น ทอผ้า ฯลฯ

๖. อาสาสมัคร (Museum volunteer) โครงการทางการศึกษาส่วนใหญ่ที่อาสาสมัครเข้า
มาช่วยเหลือ คือ การนำชมเป็นกลุ่มเล็ก ๆ การจัดกิจกรรมทางศิลปะ การจัดแค็ตตาล็อก การช่วยงานในร้านค้าพิพิธภัณฑสถาน ห้องสมุด และงานจัดทำสิ่งพิมพ์ ฯลฯ เขาเหล่านี้จะต้องเป็นผู้มีเวลา มีประสบการณ์และความรู้พิเศษ และจะได้รับการอบรมเกี่ยวกับงานและความรู้เกี่ยวกับพิพิธภัณฑสถาน โดยภัณฑารักษ์และนักวิชาการก่อนในการช่วยงานการศึกษา บางแห่งจะจัดอบรมประมาณ ๖ อาทิตย์ มีการวิเคราะห์ชั้นเรียน ห้องปฏิบัติงาน มีการประชุมกับคณะเจ้าหน้าที่และเรียนรู้วิธีการนำชม มีการจัดทำคู่มือการอบรมอาสาสมัคร สิ่งที่คณะอาสาสมัครได้รับก็คือรางวัลประจำปี การจัดเลี้ยงอาหารเย็น เข็มที่ระลึก บางแห่งจัดจ้างงานสำหรับอาสาสมัครที่ดี

ปัญหาของพิพิธภัณฑสถานที่จะมีส่วนในการสนับสนุนด้านการศึกษาได้อย่างไร
ในฐานะของสถาบันทางการศึกษาที่มีประวัติอันยาวนานในการให้บริการแก่สาธารณะและ ลักษณะของความเป็นวิชาการ พิพิธภัณฑสถานมีส่วนสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ทำให้เห็นลักษณะพิเศษบาง ประการของพิพิธภัณฑสถานในด้านการศึกษา กล่าวคือพิพิธภัณฑสถานเป็นที่พบปะชุมชน ซึ่งช่วยสร้างเสริมประสบการณ์จากการที่ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและจากการเข้าชมวัตถุที่จัดแสดง และความรู้ที่นำเสนอในพิพิธภัณฑสถาน เปิดโอกาสให้ได้ชมวัตถุที่จัดแสดงโดยตรง เป็นแหล่งรวมของภูมิปัญญาวิชาการความรู้ในระดับสูง และการนำเสนอเรื่องราวทางด้านศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเปิดโอกาสให้แก่คนทุกวัย ทุกพื้นเพ ทุกระดับความสามารถตามความสนใจของแต่ละคน ให้ความรู้เกี่ยวกับมนุษยชาติ ธรรมชาติวิทยา และศึกษาความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในเชิงวิเคราะห์ เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและถกปัญหาซึ่งกำลังเป็นที่โต้แย้งกันอยู่ นำเสนอรูปแบบความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ให้ความรู้เกี่ยวกับการ เปลี่ยนแปลงตามกระแสของโลกาภิวัตน์และนำเสนอปัญหาต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาคมโลก เปิดโอกาสในการเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และภูมิปัญญา เป็นสถานที่สำหรับการสำรวจ การค้นพบ และการคิดใคร่ครวญ เป็นสถานที่สำหรับฝึกอบรม ด้านการพิพิธภัณฑ์และการศึกษามีส่วนให้การสนับสนุนด้านการศึกษาโดยร่วมกับสถาบันและองค์กรต่าง ๆ ในชุมชน ประเด็นที่ต้องนำมาพินิจพิเคราะห์ในการขยายขอบข่ายงานสู่สาธารณะ
พิพิธภัณฑสถานบางแห่งประสบความสำเร็จในงานหลาย ๆ ด้านในการให้บริการแก่สาธารณะ แต่บางครั้งยังไม่ได้ศักยภาพอย่างเต็มที่ในการสร้างสรรค์และมั่นคงในหลักการ เพื่อให้บรรลุบทบาททางการศึกษา ซึ่งสรุปประเด็นที่เป็นปัญหาไว้ดังนี้
๑. พิพิธภัณฑสถานหลายแห่งขาดความตั้งใจจริงที่จะดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายในการ ที่ขยายขอบข่ายการให้บริการแก่สาธารณะเพื่อให้เป็นแหล่งความรู้ที่แท้จริง
๒. ประชาชนบางกลุ่มมีความรู้สึกว่าพิพิธภัณฑสถานไม่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา บ้างก็รู้สึกว่าพิพิธภัณฑสถานขาดบรรยากาศของความเป็นมิตร บ้างก็กลับออกมาด้วยความรู้สึกไม่ประทับใจ มีเพียงบาวกลุ่มเท่านั้นที่เข้าใจบทบาทของพิพิธภัณฑสถานในฐานะสถาบันทางการศึกษา
๓. พิพิธภัณฑสถานบางแห่งขาดความเข้าใจว่า อันที่จริงแล้วการให้บริการแก่สาธารณะและภารกิจด้านการศึกษา เป็นผลรวมของแผนงานของทุกฝ่ายนับตั้งแต่การเก็บสะสมของการจัดแสดงนิทรรศการ การประชาสัมพันธ์ การออกแบบทั้งตัวอาคารและการจัดแต่งภายในตลอดจนการจัดระบบความปลอดภัย
๔. เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑสถานบางแห่งไม่ได้คำนึงว่า สังคมประกอบด้วยความหลากหลายของวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนต่าง ๆ ดังนั้นการรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของชุมชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่ต้องนำมาพิจารณา ประกอบในการวางนโยบายและการตัดสินใจ
๕. การนำเสนอและการจัดนิทรรศการของพิพิธภัณฑสถานบางแห่ง ขาดความโดดเด่น
และเข้มข้นในเนื้อหาวิชาการ
๖. พิพิธภัณฑสถานบางแห่ง ขาดการประเมินผลงานอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการศึกษาสำรวจตนเอง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการปรับปรุงองค์กร
๗. พิพิธภัณฑสถานบางแห่ง ขาดการให้ความร่วมมืออย่างจริงจังกับสถาบันการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน ในฐานะผู้ร่วมปฎิบัติงานการให้บริการด้านการศึกษาแก่สาธารณชน
๘. บุคลากรทางด้านพิพิธภัณฑสถาน ขาดแนวทางในการขยายบทบาททางการศึกษา ทั้ง
ยังมีข้อจำกัดในเรื่องขาดหนังสือและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ ขาดการติดต่อกับคนในวงการศึกษา และขาดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร
๙. งบประมาณที่ลดลงทำให้ต้องลดหรือตัดโครงการต่าง ๆ ออกไป ทำให้พิพิธภัณฑ-สถานไม่อาจบรรลุการบริการสาธารณะ เข้าไว้ในภารกิจของพิพิธภัณฑสถานอย่างเต็มที่ นับเป็นงานที่ท้าทายที่พิพิธภัณฑสถานจะต้องเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเป็นสถาบันทางการศึกษาซึ่งพร้อมจะให้บริการแก่สังคม

สรุป
การศึกษาดูจะเป็นมุมอับของพิพิธภัณฑสถานมาเสมอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้โดยมีความเชื่อว่าความรอบรู้ ความฉลาดที่ได้จากการศึกษา เป็นความพยายามที่ได้มาเฉย ๆ โดยผู้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานจะสามารถได้รับประสบการณ์ทางการศึกษา เพียงแต่ยืนอยู่หน้าวัตถุและดูดซึมความหมาย ความเข้าใจไปจากวัตถุได้

แต่เมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมาทฤษฎีทางการศึกษาได้เปลี่ยนไป โดยเข้าใจว่าการที่ประชาชนจะเรียนรู้ ได้นั้นต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาที่ต้องเปลี่ยนแปลงทีละน้อย ๆ เพื่อให้เกิดการเจริญและพัฒนาไปอย่างมาก การศึกษาอาจอธิบายได้ว่าเป็นประสบการณ์ของผู้เข้าชม ที่เข้าชมการจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถาน ในยุคปัจจุบันและต่อไปในช่วงทศวรรษหน้าซึ่งแข่งขัน กันเพื่อผลประโยชน์หรืออาจประสบความสูญเสีย จะมีการจัดตั้งกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำแหน่งใหม่สำหรับการตลาด ความร่วมมือในกิจกรรมและการพัฒนาคนดูคนฟัง มีการสร้างศูนย์การสร้างผลประโยชน์เช่น ร้านค้า ร้านอาหารภายในองค์กร มีความร่วมมือกับธุรกิจภายนอก รวมทั้งนักสะสมวัตถุ อาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่การศึกษาจะต้องจัดโปรแกรมที่กระตุ้นความสนใจผู้เข้าชม ระหว่างสถาบันกับผู้เข้าชม หรือผู้ฟังของพิพิธภัณฑสถานนับเป็นหัวใจ เป็นประสบการณ์ เป็นบทบาทและความรับผิดชอบที่สำคัญของผู้ปฏิบัติงานพิพิธภัณฑสถาน การให้ข้อมูล การตัดสินใจที่ชาญฉลาดเกี่ยวกับโครงการ กิจกรรม นิทรรศการเป็นแนวคิดหลักจากภัณฑารักษ์ ไปสู่นิทรรศการหรือจากผู้พัฒนาโครงการไปสู่ออกแบบหรือไปสู่ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ทั้งหมดของพิพิธภัณฑ์ต้องมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ประสบการณ์ต่อสาธารณะของพิพิธภัณฑสถาน คือ เจ้าหน้าที่การศึกษา ผู้ซึ่งต้องพัฒนา วางแผนปฏิบัติ วางเป้าหมายของผู้เข้าชม หรือผู้ใช้พิพิธภัณฑสถานอย่างมีคุณค่า เพื่อที่จะให้เขาเหล่านั้นได้เรียนรู้และสามารถพัฒนา ความสามารถในการจัดความรู้ในพิพิธภัณฑสถานได้อย่างเต็มที่ สมดังคำที่ Mr. Mitchael Spock ผู้อำนวยการของ Boston Children's Museum พูดถึงพิพิธภัณฑสถานว่า เป็น "Landmark Learning" เครื่องหมายแห่งความรู้ ซึ่ง ทุก ๆ ส่วนของพิพิธภัณฑสถานเป็นความประทับใจที่ลึกซึ้งของทุก ๆ คน ผู้เข้าชมแต่ ละคนจะเคลื่อนตัวไปตามทางที่ตนชอบดู ดูในสิ่งที่ตนชอบ ซึ่งจะเป็นเครื่องหมายสำหรับการเรียนรู้ และประสบการณ์ในชีวิตที่ยาวนาน ผู้เข้าชมทุกคนจะนำประสบการณ์ที่ชัดเจนจากความสนใจในพิพิธภัณฑสถานและจากวัตถุในนิทรรศการได้ไม่หมด แต่จะเพียงเรียนรู้ในพิพิธภัณฑสถานได้ตามความเข้าใจกว้าง ๆ ของเขาเหล่านั้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบพิพิธภัณฑสถานนั้น ๆ ต้องมีความกระตือรือร้น และขวนขวายที่จะปรับปรุงพัฒนาพิพิธภัณฑสถานของตนให้ทันต่อการปรับเปลี่ยนของสังคมที่อยู่รอบ ๆ เพื่อให้พิพิธภัณฑสถานเป็นศูนย์บริการทางการศึกษา (Education Center) ที่สำคัญของชุมชนต่อไป

ศิวะลีย์ ภู่เพ็ชร