|
งานด้านการศึกษาของพิพิธภัณฑ์ในทศวรรษหน้า
|
|
สภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ
หรือ ICOM (International Council Of Museums ) ได้ให้คำจำกัดความของ "Museum
" ว่า มีหน้าที่ในการรวบรวม สงวนรักษา ศึกษาวิจัยและจัดแสดงสิ่งซึ่งเป็นหลักฐานที่มีความสำคัญแก่มนุษย์และสิ่งแวดล้อม
โดยมีความมุ่งหมายเพื่อการศึกษาค้นคว้า การศึกษาและความเพลิดเพลินตามความหมายดังกล่าวข้างต้น
พิพิธภัณฑ์สถานทั่วโลกในปัจจุบันได้พัฒนามาอย่างกว้างในฐานะที่เป็นองค์กรที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ในเครือข่ายของสังคมและของระบบการศึกษาของชาติซึ่งประกอบด้วยสถาบันตามระเบียบแบบแผน
เช่น มหาวิทยาลัย โรงเรียน ครอบครัว ที่ทำงานและชุมชน พิพิธภัณฑ์สถานเอื้อประโยชน์และ
เสริมการศึกษาและการเรียนรู้ในระบบ (Formal Education) และการศึกษานอกระบบ
(Non-formal Education) พิพิธภัณฑสถาน สามารถช่วยเสริมมิติที่เป็นรูปธรรมให้แก่การศึกษาในระบบโรงเรียน
ความสัมพันธ์ระหว่างพิพิธภัณฑ์สถานกับสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนและมหาวิทยาลัย
เป็นการสร้างศักยภาพทางการศึกษาในอนาคตอย่างยิ่ง เนื่องจากหลักสูตรใหม่เน้นความสำคัญของ
การร่วมผสมผสานความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปะและมนุษยศาสตร์ นอกจากนั้น
พิพิธภัณฑ-สถานยังมีศักยภาพที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับองค์การ ต่างๆที่ให้บริการการศึกษานอกระบบโรงเรียน
ชุมชุน เช่นห้องสมุด กลุ่มหรือคณะ องค์กรเพื่อการบริการสังคม ฯลฯ ความหมายของการศึกษา นางจิรา จงกล
อดีตผู้อำนวยการกองการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้กล่าวไว้ว่า " การศึกษาในความหมายปัจจุบัน
ไม่ใช่เพียงคำสอน หรือการถ่ายทอดวิชาจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง การศึกษาไม่เพียงการให้ความรู้
แต่เป็นการพัฒนาคน เป็นการปลูกฝัง ส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดสติปัญญา ความรู้สึกนึกคิด
ทัศนคติที่ดี มีรสนิยมสูง มีวิจารณญาณ การศึกษาเป็นการพัฒนาคนทุก ๆ ด้านไม่เฉพาะเพียงให้ความรู้เท่านั้น
ดังนั้น การศึกษาจึงไม่ได้อยู่เพียงที่สำนักเรียนแต่อยู่ที่สิ่งแวดล้อมทุกแห่ง
และสถาบันที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง คือ พิพิธภัณฑ-สถานซึ่งจะเป็นสถานที่ซึ่งสามารถพัฒนาการศึกษาในเรื่องความคิด
ความเข้าใจคุณค่าทัศนคติได้อย่างกว้างขวาง การศึกษาคืออะไร สำหรับบางคนจะเข้าใจว่าการศึกษาหมายถึง
การสอนที่ผ่านจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง หรือจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
ดังนั้น พิพิธภัณฑสถานจึงเป็นเพียง พิพิธภัณฑสถานในปัจจุบันได้ผ่านยุคของความเป็นประเพณี
เป็นสถานที่ซึ่ง ในอดีตจำกัดตนเองอยู่เพียงการรวบรวม การอนุรักษ์ และให้ความรู้เฉพาะนักปราชญ์
หรือนักวิชาการ โดยได้ย่างเข้าสู่ยุคของ การเปลี่ยนแปลงซึ่งผู้รับผิดชอบพิพิธภัณฑสถานไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร
ภัณฑารักษ์ เจ้าหน้าที่การศึกษา ผู้ออกแบบจัดแสดง ฯลฯ ต้องคำนึงถึงมิติแห่ง
การบริการทางการศึกษาให้แก่สังคม และมองหาหนทางและปรับปรุงวิธีการใหม่ ๆ
และนำมาทดลองเพื่อให้การศึกษา ของพิพิธภัณฑสถานมีคุณค่าต่อสาธารณชนมากขึ้น
ดังนั้น พิพิธภัณฑสถานควรเป็นสถานที่ซึ่งเป็นทั้งอนุรักษ์และจัดแสดงวัตถุ
เป็นสถานที่ซึ่งสาธารณชนเข้ามาเรียนรู้ ซึ่งในที่นี้จะพยายามใช้คำว่า "ความรู้"
(Learning) มากกว่าคำว่า "การศึกษา" (Education) ดังนั้น เราจะพูดกันถึงว่าพิพิธภัณฑ-สถานเป็นเสมือนสถานที่ให้ความรู้
ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นผู้มีอาชีพพิพิธภัณฑสถานให้เข้าใจว่าการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑสถานคืออะไร
พิพิธภัณฑสถานไม่ว่าจะเป็นสาขาหรือด้านใด เช่น ทัศนศิลป วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์
ศิลปะ ฯลฯ ซึ่งจะแสดงถึงความก้าวหน้าของมนุษยชาติ พลังสร้างสรรค์ของอารยธรรม
วิทยาศาสตร์ ธรรมชา ติ เทคโนโลยี พิพิธภัณฑสถานเก็บรักษาวัตถุจริง ซึ่งเป็นรากฐาน
ของอำนาจที่ซ่อนเร้นเกี่ยวกับการศึกษาในพิพิธภัณฑสถาน ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหวังและความคาดหมายต่อการศึกษาอย่างมากมาย
การพัฒนาทางความรู้ การฝึกฝน การศึกษาสำหรับสาธารณชน เป็นสิ่งที่ควรช่วยเหลือที่สำคัญที่สุด
ดังนั้นพิพิธภัณฑสถานในทศวรรษหน้า ควรมีการเปลี่ยนแปลงในองค์กรของพิพิธภัณฑสถาน
โดยต้องมีความเชื่อว่า การศึกษาเป็นความรับผิดชอบของพิพิธภัณฑสถานต่อสังคม
และควรจะเป็นภารกิจแรกคือการให้ความรู้และเน้นการศึกษาของสาธารณชน การจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวข้องอย่างมาก
การจัดแสดงวัตถุ สิ่งของหรือตัวอย่าง ของมักจะประกอบด้วยการออกแบบ กราฟฟิก
แผนภูมิหลายรูปแบบ ป้ายจัดแสดงไม่เพียงเพิ่มพูนการสื่อสารของนิทรรศการ โดยพยายามให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมเกี่ยวกับวัตถุ
แผ่นพับจะต้องบอกเรื่องราวอย่างมากมาย ของวัตถุที่จัดอยู่พิพิธภัณฑสถานจะต้องจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องภายในอาคาร
(In house) และที่ออกสู่ชุมชน (Out-reach program) สำหรับโรงเรียน สถานศึกษา
ชุมชน ฯลฯ พิพิธภัณฑสถานไม่ควรมีเพียงการจัดแสดง แต่ต้องสอนได้ในตัว โครงการต่าง
ๆ ซึ่งสนับสนุนองค์ประกอบทางการศึกษาของพิพิธภัณฑสถานได้ขยายตัวมากขึ้น พิพิธภัณฑสถานควรที่จะรู้สึกสนุกสนาน
ในการมีส่วนร่วมในการให้ความรู้มากกว่าที่จะมีบทบาทในฐานะสถาบันที่ให้บริการต่อสาธารณชน
และควรเพิ่มความกระตือรือร้นของสาธารณชนสำหรับการรับรู้ เรียนรู้ ข้อมูลข่าวสารโดยทั่วไป
พิพิธภัณฑสถานควรที่จะช่วยสร้างความกระตือรือร้น และรับผิดชอบต่อการค้นหารูปแบบในการให้ความรู้
เนื่องจากประชาชนเข้าใจสถาบันที่เกี่ยวกับการศึกษาในระบบอย่างดี เนื่องจากทุกคนเคยเป็นนักเรียน
แต่พิพิธภัณฑ-สถานเปรียบเป็นสถาบันทางวัฒนธรรม ซึ่งต้องเพิ่มความชำนาญโดยพื้นฐาน
ให้แก่ประชาชนมากขึ้นนับเป็นการท้าทายอย่างพิเศษสุดในความรับผิดชอบทางการศึกษา
ว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนสามารถเรียนรู้อย่างดีจากสิ่งแวดล้อมของพิพิธภัณฑสถานได้อย่างไร
พิพิธภัณฑสถานมีวัตถุเป็นศูนย์กลางความรู้ และเป็นที่น่าสนใจระหว่างนักบริหารและ
นักการศึกษาในการที่จะกำหนดและวางกฏเกณฑ์ทฤษฏีการเรียนในพิพิธภัณฑสถานให้ชัดเจน จากการที่บทบาทการศึกษาของพิพิธภัณฑสถานได้เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นความรับผิดชอบ
ของฝ่ายที่จะวางแผนจัดกิจกรรมภายในความหมายของคำว่า "การศึกษา"
ต้องมีโครงการการสอน ต้องพัฒนากิจกรรมการสอนให้มีความเกี่ยวโยงกับนิทรรศการ
สำหรับนักเรียนและผู้ชมพิเศษ ความสำเร็จของงานที่ยุ่งยากของเจ้าหน้าที่การศึกษา
(Museum Education) ในพิพิธภัณฑ-สถานจำเป็นต้องมีความชำนาญ ในการเป็นครูที่มีความรู้วิชาครู
แต่ต้องแตกต่างไปตามกลุ่มคนที่ต้องสื่อสารด้วย งานของเจ้าหน้าที่การศึกษาจะต้องเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนซึ่งมีความแตกต่างกันทางลักษณะและเจ้าหน้าที่
การศึกษาต้องมีความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาง่าย ๆ ที่จะทำให้ผู้เข้าชมเข้าใจ
ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาจากงานวิชาการของสถาบัน และต้องวางแผนโปรแกรมการศึกษาโรงเรียน
อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่การศึกษาที่ดีจะถูกสร้างขึ้นมาจากการที่เป็นผู้เข้าใจ
แนวคิด เป้าหมาย ข้อมูล ประวัติและการพัฒนาของพิพิธภัณฑสถานนั้น ๆ ในสภาวะที่ทรัพยากรของโลกลดน้อยลง
พิพิธภัณฑสถานจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา เอกชน สถาบันและองค์กรที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมากในการให้บริการและให้การศึกษาแก่สาธารณชน
พิพิธภัณฑสถานต้องพยายามให้ความร่วมมือกับพิพิธภัณฑสถานอื่น ๆ มหาวิทยาลัย
โรงเรียน ห้องสมุด รวมทั้งกลุ่มทัศนศิลป์ และศิลปการแสดงต่าง ๆ ตลอดจนสื่อและองค์กรอนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์
พิพิธภัณฑสถานต้องทำงานเกี่ยวกับกลุ่มบริการสังคม วางรูปแบบการร่วมงานกับหน่วยงานของรัฐทั้งในระดับเมืองและชุมชน
พิพิธภัณฑสถานไม่สามารถทำงานอยู่ได้โดยลำพังในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ความร่วมมือเป็นวิถีทางนำมาซึ่งการมีส่วน ตลอดจนความรู้ ความชำนาญพิเศษแก่คณะทำงานของพิพิธภัณฑสถาน
การให้ความร่วมมือในการสนทนาโต้ตอบกับผู้เข้าชม เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดวิธีที่จะขยายการให้บริการแก่ผู้ชม
นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมความสามารถของเจ้าหน้าที่และก่อให้เกิดแนวทางที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายในการทำงาน
ซึ่งในเรื่องที่พิพิธภัณฑสถานในทศวรรษหน้าควรที่จะดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษาอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการค้นหา
มิติสาธารณชนที่เกี่ยวกับความรู้สึก ประสบการณ์ และความเกี่ยวข้องที่มีต่อพิพิธภัณฑสถาน
โดยการจัดโครงการและกิจกรรมเพื่อค้นหาความจริงในการปรับปรุงพัฒนาบทบาทหน้าที่ที่มีต่อชุมชนในสังคม
ได้แก่ ๑. ความรู้สึกของสาธารณชนเป็นความประทับใจ
ความรู้และความรู้สึกต่อพิพิธภัณฑ- ๒. ประสบการณ์สาธารณชนต่อพิพิธภัณฑสถานจะถูกพิจารณา
โดยความคิด อารมณ์ และความสนใจ ซึ่งสาธารณชนได้จากคำบอกเล่าปากต่อปาก จากสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวข้อง
การพิจารณาประสบการณ์ สาธารณชนจะตัดสินใจได้จากการติดต่อของพิพิธภัณฑสถานต่อสาธารณ-ชนในหัวข้อแนวความคิด
การบริการต่อผู้เข้าชม การจัดนิทรรศการและโครงการ จุดมุ่งหมายของการจัดกิจกรรมนี้ก็เพื่อจะเก็บความรู้สึกของสาธารณชน
ที่มีต่อพิพิธภัณฑสถาน วิธีการที่จัดทำโดยการเลือกผู้แทนของชุมชน ประมาณ
๓-๔ คนให้มาชมพิพิธภัณฑสถานประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง เลือกบุคคล ๒ คนซึ่งมาชม พิพิธภัณฑสถานโดยสม่ำเสมอ
และอีก ๒ คนผู้ซึ่งไม่เคยมาชมพิพิธภัณฑสถาน นำไปชมนิทรรศการเฉพาะเรื่องเป็นพิเศษ
เปิดโอกาสให้เขา เหล่านั้นใช้เวลาในการพิจารณานิทรรศการประจำ และเข้าร่วมโครงการนำชมหรือโปรแกรมอื่น
ๆ รวมทั้งยินดีที่ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสอบถาม คำถามและบันทึกปฏิกิริยาและข้อเสนอแนะของเขา
จัดทำรายละเอียดอาชีพของทุกคนและให้ตอบคำถาม เช่น ท่านได้รับข้อมูลพิพิธภัณฑสถานและได้ความรู้จากที่ใด
เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ช่วยเหลือท่านอย่างไรบ้าง ประสบการณ์สาธารณชนควรจะได้รับการปรับปรุงอย่างไร
มีการติดตามประเมินผล บันทึกการประชุม และหาข้อสรุปเกี่ยวกับคำถามที่ว่าอะไรที่ทำให้ผู้เข้าชมประทับใจ
และจะปรับปรุงได้อย่างไร 3. ความเกี่ยวข้องของสาธารณชน การมีส่วนร่วมมือกับชุมชน
การจัดโครงการโปรแกรม 3.1 การพบปะชุมชน ซึ่งควรต้องจัดการประชุมพบปะทั้งกลุ่มเล็กประมาณ
๑๐-๑๕ 3.2 เน้นการพบปะชุมชน โดยการคัดเลือกบุคคลประมาณ
๖-๑๒ คน ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงในการถกเถียง หารือ ปรึกษาตามหัวข้อที่กำหนดเกี่ยวกับเป้าหมายของพิพิธ-ภัณฑสถานต่อผู้เข้าชม
จุดมุ่งหมายของโครงการและกิจกรรม งบประมาณ ดำเนินรายการ โดยผู้มีประสบการณ์
ซึ่งบุคคลนี้เป็นหัวใจของความสำเร็จที่จะดำเนินไปตามกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วยผู้เคยเข้าชม
และสนับสนุนกิจกรรมจากการโทรศัพท์ตามรายชื่อสมาชิกพิพิธภัณฑ-สถาน จากศูนย์การค้า
นักท่องเที่ยว ครู ผู้ใหญ่ เด็ก สำหรับผู้ดำเนินรายการควรจะคัดจากผู้ที่เคยมาชม
และไม่เคยมาพิพิธภัณฑสถาน เช่น อาจารย์จากมหาวิทยาลัย ผู้บริหารโรงเรียน
ครู (ระดับประถม มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย) นักธุรกิจ ศิลปินอิสระ
หัวหน้าหน่วยงานและองค์กรทางวัฒนธรรมในชุมชน จากผลสรุปของการดำเนินการกิจกรรมนี้
ผู้รับผิดชอบและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพิพิธภัณฑสถาน จะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า
"ท่านค้นพบความเกี่ยวข้องของสาธารณชนในชุมชน ซึ่งท่านไม่เคยรู้มาก่อนอย่างไรบ้าง" การร่วมมือกันระหว่างพิพิธภัณฑสถานและโรงเรียน
สถาบันการศึกษาและสถาบันทางวัฒนธรรมอื่น ๆ เป็นสิ่งจำเป็นมากในยุคนี้ โดยต้องมีการสื่อสารและติดต่อกันระหว่างเจ้าหน้าที่การศึกษาของพิพิธภัณฑสถาน
ครู ผู้บริหารเกี่ยวกับจุดประสงค์และจุดมุ่งหมายหลักที่จะนำประสบการณ์ความรู้ไปมอบให้เด็กนักเรียน
โดยมิให้เขาเหล่านั้นพูดได้ว่า "ครูและนักเรียนจะได้ผลประโยชน์เต็มที่อย่างไรบ้างจากประสบการณ์ของพิพิธภัณฑ์"
โดยควรที่จะบอกว่า "พิพิธ-ภัณฑสถานจะสามารถช่วยเหลืออะไรบ้าง"
ตามความต้องการของโรงเรียน ซึ่งวิธีการนั้นทั้ง ๒ ฝ่าย คือ พิพิธภัณฑสถานและครูต้องทำงานด้วยกันจึงจะทำให้ได้ผล
โครงการสำหรับเด็กนักเรียนและสถาบันการศึกษา ชุมชน ทั้งที่จัดในสถานที่และนอกสถานที่
สามารถจัดได้ในหลายรูปแบบตามความต้องการและความสนใจของสาธารณชนได้แก่ ๑. การเยี่ยมชม (museum tour) นำชมด้วยตนเอง
ซึ่งผู้เข้าชมสามารถดูได้ด้วยตนเอง โดยการศึกษาหาความรู้จากวัตถุ ป้าย และหนังสือนำชม
การกดฟังเสียงคำบรรยาย การยืมหูฟังคำบรรยายตามห้องจัดแสดง ฯลฯ หรือการนำชม
(conducted tour) โดยผู้เข้าชม พิพิธภัณฑสถานสามารถเข้าร่วมรายการนำชม ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบและมักจะได้ผลมากและมีครูเป็นผู้แนะนำ
ซึ่งครูเหล่านั้นจะต้องเตรียมตัว มาอย่างดีและทำตัวเป็นกันเอง ทำให้การชมน่ารื่นรมย์
เน้นสีสรรของวัตถุ มีบุคลิกดี อบอุ่นในการสื่อสารการตอบคำถาม ฯลฯ ๒. กิจกรรมสำหรับเยาวชน (Youth activities)
การเข้าชมของนักเรียนเป็นกลุ่มซึ่งต้อง พัฒนาพิพิธภัณฑสถานเข้าสู่หลักสูตรของโรงเรียนและต้องจัดหลายระดับ
เจ้าหน้าที่การศึกษาต้องเป็นผู้ดำเนินการเชิญครู ที่ปรึกษาการจัดหลักสูตรมาทำงานด้วยกัน
ในการจัดทำห้องปฏิบัติการและเอกสารประกอบ พิพิธภัณฑสถานต้องจัดส่งนิทรรศการเคลื่อนที่
นิทรรศการในห้องเรียน หนังสือ โสตทัศนวัสดุไปไว้ที่โรงเรียน ซึ่งครูสามารถใช้เป็นอุปกรณ์การสอนเชื่อมโยงและอธิบายถึงวัตถุ
ในพิพิธภัณฑสถานไปสู่เด็กได้ง่ายขึ้น ๓. การบริการให้ยืมวัตถุสำหรับโรงเรียน
(School loan material) โดยการให้ยืมตู้หรือกล่องที่มีขนาดประมาณ ๓๐ x ๓๐
x ๔๐ เซนติเมตร มีฝาปิดด้านหน้า ภายในประกอบด้วยวัตถุ คำบรรยาย แผ่นสไลด์
เทป ประกอบเป็นเรื่องราว จัดเป็นชุดสำหรับให้บริการ เกี่ยวกับภาพเขียน แมลง
ศิลปโบราณวัตถุ เงินตรา เครื่องปั้นดินเผา ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ฯลฯ ๔. การอบรมครู (Teacher training)
เป็นการอบรมให้ครูผู้ที่จะทำหน้าที่ในการสอนและการนำชม รวมทั้งเป็นผู้ดูแลนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการต่าง
ๆ ทั้งที่จัดภายในและภายนอกพิพิธ-ภัณฑสถาน ซึ่งเป็นการดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่การศึกษาของพิพิธภัณฑสถาน
และโดยความช่วยเหลือของอาสาสมัครผู้มีประสบการณ์ ในพิพิธภัณฑสถานหลายแหล่งมีความร่วมมือกันกับสอนที่โรงเรียน
และมีการมอบประกาศนียบัตร ซึ่งต่อมาครูผู้ได้รับการอบรมชำนาญการนำชมและแนะนำกิจกรรมจะกลับมาเป็นอาสาสมัครหรือจะเป็นผู้ชี้แนะผู้บริหารโรงเรียน
หรือนักเรียนของตนให้เข้าร่วมกิจกรรมของพิพิธภัณฑสถานต่อไป ๕. กิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่ ครอบครัว
และเด็ก โครงการที่ดีมีผลมาจากความร่วมมือกันกับประชาชน ทั้งภายนอกและภายในพิพิธภัณฑสถานเป็นผลให้เกิดการพัฒนาวัตถุที่สามารถนำชมด้วยตนเอง
แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่การศึกษาในพิพิธภัณฑสถานช่วยมากในการให้ข้อมูล สำหรับผู้เข้าชมในห้องจัดแสดง
เช่น ป้ายคำบรรยาย ป้ายวัตถุ หนังสือแผ่นพับนำชม นิทรรศการหลายรูปแบบทั้งนิทรรศการประจำและชั่วคราว
การจัดโปรแกรม การบรรยายในห้องจัดแสดง โดยศิลปิน นักปราชญ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง
ๆ การจัดทำหลักสูตรแนะนำศิลปะและวิชาการที่เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ โครงการจัดสัปดาห์ขายภาพยนตร์
ดนตรีสากล การจัดตั้งสมาชิกพิพิธภัณฑ์ การจัดกิจกรรมให้กับครอบครัวของสมาชิกพิพิธภัณฑสถาน
ซึ่งจะมากันเป็นคณะมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยจัดเป็นโครงการวันหยุด การนำชมห้องแสดงเพื่อค้นหาและเรียนรู้ร่วมกัน
การจัดห้องเรียน ในการวาดภาพ เขียนร่างรูป ปั้น ทอผ้า ฯลฯ ๖. อาสาสมัคร (Museum volunteer)
โครงการทางการศึกษาส่วนใหญ่ที่อาสาสมัครเข้า ปัญหาของพิพิธภัณฑสถานที่จะมีส่วนในการสนับสนุนด้านการศึกษาได้อย่างไร สรุป แต่เมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมาทฤษฎีทางการศึกษาได้เปลี่ยนไป โดยเข้าใจว่าการที่ประชาชนจะเรียนรู้ ได้นั้นต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาที่ต้องเปลี่ยนแปลงทีละน้อย ๆ เพื่อให้เกิดการเจริญและพัฒนาไปอย่างมาก การศึกษาอาจอธิบายได้ว่าเป็นประสบการณ์ของผู้เข้าชม ที่เข้าชมการจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถาน ในยุคปัจจุบันและต่อไปในช่วงทศวรรษหน้าซึ่งแข่งขัน กันเพื่อผลประโยชน์หรืออาจประสบความสูญเสีย จะมีการจัดตั้งกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำแหน่งใหม่สำหรับการตลาด ความร่วมมือในกิจกรรมและการพัฒนาคนดูคนฟัง มีการสร้างศูนย์การสร้างผลประโยชน์เช่น ร้านค้า ร้านอาหารภายในองค์กร มีความร่วมมือกับธุรกิจภายนอก รวมทั้งนักสะสมวัตถุ อาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่การศึกษาจะต้องจัดโปรแกรมที่กระตุ้นความสนใจผู้เข้าชม ระหว่างสถาบันกับผู้เข้าชม หรือผู้ฟังของพิพิธภัณฑสถานนับเป็นหัวใจ เป็นประสบการณ์ เป็นบทบาทและความรับผิดชอบที่สำคัญของผู้ปฏิบัติงานพิพิธภัณฑสถาน การให้ข้อมูล การตัดสินใจที่ชาญฉลาดเกี่ยวกับโครงการ กิจกรรม นิทรรศการเป็นแนวคิดหลักจากภัณฑารักษ์ ไปสู่นิทรรศการหรือจากผู้พัฒนาโครงการไปสู่ออกแบบหรือไปสู่ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ทั้งหมดของพิพิธภัณฑ์ต้องมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ประสบการณ์ต่อสาธารณะของพิพิธภัณฑสถาน คือ เจ้าหน้าที่การศึกษา ผู้ซึ่งต้องพัฒนา วางแผนปฏิบัติ วางเป้าหมายของผู้เข้าชม หรือผู้ใช้พิพิธภัณฑสถานอย่างมีคุณค่า เพื่อที่จะให้เขาเหล่านั้นได้เรียนรู้และสามารถพัฒนา ความสามารถในการจัดความรู้ในพิพิธภัณฑสถานได้อย่างเต็มที่ สมดังคำที่ Mr. Mitchael Spock ผู้อำนวยการของ Boston Children's Museum พูดถึงพิพิธภัณฑสถานว่า เป็น "Landmark Learning" เครื่องหมายแห่งความรู้ ซึ่ง ทุก ๆ ส่วนของพิพิธภัณฑสถานเป็นความประทับใจที่ลึกซึ้งของทุก ๆ คน ผู้เข้าชมแต่ ละคนจะเคลื่อนตัวไปตามทางที่ตนชอบดู ดูในสิ่งที่ตนชอบ ซึ่งจะเป็นเครื่องหมายสำหรับการเรียนรู้ และประสบการณ์ในชีวิตที่ยาวนาน ผู้เข้าชมทุกคนจะนำประสบการณ์ที่ชัดเจนจากความสนใจในพิพิธภัณฑสถานและจากวัตถุในนิทรรศการได้ไม่หมด แต่จะเพียงเรียนรู้ในพิพิธภัณฑสถานได้ตามความเข้าใจกว้าง ๆ ของเขาเหล่านั้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบพิพิธภัณฑสถานนั้น ๆ ต้องมีความกระตือรือร้น และขวนขวายที่จะปรับปรุงพัฒนาพิพิธภัณฑสถานของตนให้ทันต่อการปรับเปลี่ยนของสังคมที่อยู่รอบ ๆ เพื่อให้พิพิธภัณฑสถานเป็นศูนย์บริการทางการศึกษา (Education Center) ที่สำคัญของชุมชนต่อไป ศิวะลีย์ ภู่เพ็ชร |