|
เด็กและเยาวชนเป็นทรัพยากรที่สำคัญและมีค่ามากที่สุดของประเทศ
เป็นวัยที่เปี่ยมไปด้วยพลังทางกาย ทางความคิดและการเรียนรู้ เป็นความหวังของชาติ
ทั้งในด้านการธำรงและพัฒนามรดกทางศิลปวัฒนธรรม ด้านการพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้า
โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม ในขณะที่เยาวชนช่วยพัฒนาการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวทัศน-ศึกษาก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีคุณลักษณะพร้อมทั้งร่างกาย
จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ซึ่งรวมทั้งบุคคลิกภาพและความสำนึกในบทบาทหน้าที่ของตน
การจัดทัศนศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่ถูกวิธี
กล่าวคือประหยัด ปลอดภัย ได้ความรู้ สนุกสนาน เพลิดเพลิน ไม่ก่อความรำคาญให้กับผู้อื่น
และไม่ทำลายทรัพยากรทางการท่องเที่ยว จะช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาที่ดี และสอดคล้องกับแนวคิดพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิต
ซึ่งจะบรรลุจุดมุ่งหมายในอันที่จะทำให้เด็กและเยาวชนสามารถพัฒนาตนเองได้ดังนี้
- ช่วงประถมศึกษา - สามารถพัฒนาตนเองและรู้การเปลี่ยนแปลงของสังคม
มีสุขภาพ
กาย ใจสมบูรณ์ รู้จักการแก้ปัญหาของตนเอง และครอบครัวได้
แสวงหาความรู้อยู่เสมอ
- มัธยมต้น - แสวงหาแนวทางที่เหมาะสมกับตนในการทำประโยชน์ให้สังคม
รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น สามารถทำงานกับผู้อื่นได้ รู้กระบวนการจัดการ
เข้าใจสภาพและการเปลี่ยนแปลงของสังคมในชุมชน สามารถเสนอ
แนวทางการพัฒนาชุมชน ภูมิใจในการปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าที่
ในฐานะสมาชิกที่ดีของชุมชน ตลอดจนอนุรักษ์ และเสริมสร้างสิ่ง
แวดล้อม ศิลปะ วัฒนธรรม เกี่ยวข้องกับชุมชนได้
- มัธยมปลาย - ลงมือทำประโยชน์ให้สังคมตามความสามารถของตน
มีความรู้และ
ทักษะในวิชาสามัญเฉพาะด้านและรอบรู้ทันความเจริญก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยี วางแนวปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาทางสังคมได้ รู้จักช่วยเหลือ
ผู้อื่นและใช้แนวทางวิธีการใหม่
ๆ ในการปฏิบัติงานอยู่เสมอ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เข้าใจสภาพและการเปลี่ยนแปลงของสังคมในประเทศและโลก
มุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ และเข้าร่วมกิจกรรม พัฒนาสังคมตามบทบาทหน้าที่ของตน
ตลอดจนอนุรักษ์และเสริมสร้างสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม
การเตรียมตัวก่อนเดินทาง
ผู้จัดทัศนศึกษาให้กับเด็กและเยาวชน
ควรมีการเตรียมการที่ดียิ่ง มีการเตรียมการที่ดีเพียงใด โอกาสที่จะทำให้การท่องเที่ยวทัศนศึกษาช่วยพัฒนาเด็กและเยาวชนก็จะมากยิ่งขึ้น
และสิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึงคือ
๑. กลุ่มเป้าหมาย
แน่นอนว่าคือเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง ๑๔-๒๕ ปี แต่ในขณะเดียวกัน การพัฒนาการของเด็กและเยาวชนในช่วงวัยต่าง
ๆ ก็เป็นไปต่างกัน ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น
๑.๑ ช่วงวัย ๒-๖ ปี เด็กตอนต้น
๑.๒ ช่วงวัย ๖-๑๒ ปี เด็กตอนปลาย
๑.๓ ช่วงวัย ๑๒-๑๗ ปี วัยรุ่นตอนต้น
๑.๔ ช่วงวัย ๑๗-๒ ปี วัยรุ่นตอนปลาย
ดังนั้น ในการจัดทัศนศึกษา
ก็ต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่เด็กและเยาวชนในแต่ละช่วงวัยจะได้รับอย่างไร ประกอบกับแนวความคิดพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา
ก็จะทำให้จัดทำกำหนดการนำเที่ยวได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น
๒. วัตถุประสงค์ในการจัดทัศนศึกษา
ผู้จัดต้องคำนึงถึงการจัดทัศนศึกษาครั้งนี้เพื่ออะไร
๒.๑ เพื่อเสริมความรู้ที่ได้รับจากชั้นเรียนตามวิชาต่าง
ๆ การพิจารณาเส้นทางและแหล่งท่องเที่ยวก็สอดคล้องกับวิชานั้น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์
ธรรมชาติ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ หรือวรรณคดี แหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยมีมากมาย
และแต่ละประเภทสามารถช่วยให้ผู้เรียนวิชาต่าง ๆ ได้เกิดความรู้ ความเข้าใจยิ่งขึ้น
เมื่อได้ศึกษาจากของจริง ในบางเส้นทางอาจจะกำหนดแหล่งท่องเที่ยวเกือบครบทุกวิชา
เช่น เส้นทางกรุงเทพ-ชลบุรี-ระยอง-จันทบุรี ซึ่งจะมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางวิทยาศาสตร์
เช่น ศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเลที่บางแสน นิคมอุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์
เช่น เส้นทางเดินทัพของพระเจ้าตากสินมหาราชจากกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทราที่ปากน้ำโจ้โล้เข้าจังหวัดระยอง
แหล่งท่องเที่ยวทางวรรณคดี เช่น อนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
เป็นต้น (ในการเลือกแหล่งท่องเที่ยวสามารถศึกษาได้จากเรื่องของ คุณพงศธร
เกษสาลี)
๒.๒ จัดเพื่อเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะทำให้ช่วยสร้างประสบการณ์ชีวิต และสร้างความภาคภูมิใจในสมบัติวัฒนธรรมของชาติ
๒.๓ จัดเพื่อเสริมกิจกรรมที่กำหนดไว้ อาทิ ลูกเสือ เนตรนารี เป็นต้น
การเตรียมการเดินทาง
ก่อนการนำเยาวชนทัศนศึกษา
ผู้จัดควรให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเตรียมการ เช่น การให้ไปหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว
ที่พัก พาหนะเดินทาง อาหาร และความรู้เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวนั้น ๆ ซึ่งนอกจากจะหาได้จากห้องสมุดของโรงเรียน
สถาบัน หรือหน่วยงานที่มีการรวบรวมหนังสือ ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ แล้ว
ยังสามารถขอคำแนะนำได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งมีทั้งที่กรุงเทพฯ
และในจังหวัดต่าง ๆ ที่เป็นเมืองหลักทางการท่องเที่ยว ซึ่งแหล่งข้อมูลจะติดต่อขอได้ดังนี้
เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์
โบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ-สถานต่างๆ ขอได้ที่กรมศิลปากรหรือที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ที่ตั้งอยู่ตามจังหวัดต่างๆ
ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ธรรมชาติ ป่าไม้ ทะเล ที่พักราคาประหยัด ขอได้ที่กองอุทยานแห่งชาติ
กรมป่าไม้ โรงเรียน สถานศึกษาต่างๆ ค่ายลูกเสือ เป็นต้น
ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวทั่วๆไป
ร้านอาหาร ร้านค้าของที่ระลึก ที่พัก และปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ขอได้ที่ ททท.ทุกแห่ง
การเดินทางโดยรถไฟ ติดต่อได้ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย
การเดินทางโดยรถยนต์ ติดต่อที่บริษัทขนส่ง จำกัด หรือ บริษัทรถเช่าทั่วๆไป
(รถทะเบียน ๓๐) รถยนต์โดยสารแบ่งเป็น
มาตราฐาน ๑ รถโดยสารปรับอากาศพร้อมห้องสุขภัณฑ์
สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ขนาดที่นั่งตั้งแต่ ๒๒ ที่นั่งถึง ๔๕ ที่นั่ง
มาตราฐาน ๒ รถโดยสารปรับอากาศ แต่ไม่มีห้องสุขภัณฑ์ขนาดที่นั่งตั้งแต่
๒๒ ที่นั่งถึง ๕๐ ที่นั่ง
มาตราฐานที่ ๓ รถโดยสารพัดลม ขนาดที่นั่งตั้งแต่ ๕๐ - ๘๓ ที่นั่ง
ซึ่งจะเลือกรถประเภทใด ก็พิจารณาตามความเหมาะสมกับงบประมาณ
เส้นทาง และผู้ที่จะเดินทาง ทั้งนี้ในการกำหนดราคา ทางผู้ประกอบการจะคิดรายการนำเที่ยวต่อวัน
ในการขอข้อมูลเกี่ยวกับยานพาหนะ
ควรพิจารณาเกี่ยวกับพนักงานขับรถด้วยเพราะสิ่งสำคัญที่สุด ในการจัดทัศนศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชน
ได้แก่ ความปลอดภัยในระหว่างการเดินทางทัศนศึกษา ซึ่งรวมไปถึงการขอดูสภาพของยานพาหนะด้วย
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่มีระบบ จะมีการดูแลรักษา สภาพยานพาหนะอย่างดี มีการกำหนดกฎระเบียบ
สำหรับพนักงานขับรถด้วยความระมัดระวัง
การเดินทางทางเรือ ติดต่อขอข้อมูลที่บริษัท
ขนส่ง จำกัด ผู้ประกอบการเอกชนทั่วไป
ควรตรวจดูด้วยว่ามีระบบความปลอดภัยหรือไม่ เช่น ชูชีพ
เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้พร้อมแล้ว ควรมีการส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสำรวจ ซึ่งประโยชน์ที่ได้อย่างมากก็คือเป็นการเช็คข้อมูลที่มีอยู่กับข้อมมูลใหม่
ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ในการสำรวจ ควรเก็บข้อมูลให้ครบถ้วน อาทิ
แหล่งท่องเที่ยวมีสภาพอย่างไร รถเข้าถึงหรือไม่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง
เช่น มีโรงพยาบาล หรือคลินิกใกล้ๆบ้างไหม มีโทรศัพท์ หรือการติดต่อสื่อสาร
มีร้านอาหารร้าน ของที่ระลึก ที่พัก ห้องสุขา รวมถึงการดูว่ามีกฎระเบียบในการเข้าชมอย่างไร
เช่น เวลาเปิด-ปิด ค่าธรรมเนียมเข้าชม และผู้เข้าชมต้องปฏิบัติตนอย่างไร
เช่น ไม่ถ่ายรูป ต้องถอดรองเท้าหรือต้องแต่งกายสุภาพในเวลาเข้าชม หรือห้ามส่งเสียงดัง
เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผู้สำรวจต้องเก็บข้อมูลให้ครบถ้วน แม้ในระหว่างการเดินทาง
ต้องดูสภาพถนน ระยะทาง ทางร่วม-ทางแยก หากไม่สามารถนำรถโดยสารเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้จะต้องติดต่อรถเล็ก
รถตู้ รถสองแถว อย่างไร ที่ไหน ราคาเท่าไร
สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในการสำรวจก็คือต้องทราบว่าเมื่อถึงวันทีคณะทัศนศึกษามาถึง
สภาพภูมิอากาศจะเป็นอย่างไร ซึ่งต้องมีการเช็คจากกรมอุตุนิยมวิทยา (ในข้อนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการเดินทางทางทะเล
หรือป่าเขาลำเนาไพร ) โดยสรุปในการสำรวจจะต้องได้ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพต่างๆครบถ้วน
ตามองค์ประกอบที่สำคัญๆ คือ
๑. ปัจจัยจูงใจหลักของการเดินทางท่องเที่ยว
(Primary Attraction) โดยพิจารณาจากความสำคัญของสถานที่ตั้ง และตามลักษณะของแหล่งท่องเที่ยวนั้น
ๆ ต่อความต้องการของเด็กและเยาวชนหลายๆด้าน เช่น ต้องการความสงบ ต้องการความสบายใจ
สนุกสนานตื่นเต้น การหาประสบการณ์ ความรู้ หรือยิ่งได้ครบทั้งหมดตามที่กล่าวมาจะยิ่งดี
นั่นคือในเส้นทางหนึ่งมีปัจจัยจูงใจครบถ้วน ทั้งทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์
วิทยาศาสตร์ และศาสนา รวมทั้งปัจจัยจูงใจทางด้านกิจกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น
๒.
ปัจจัยประกอบ ( Complementary Factors ) ได้แก่ คุณค่าดึงดูดใจของสภาพแวดล้อม
ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และลักษณะภูมิทัศน์ อันเป็นเอกลักษณ์สภาพเศรษฐกิจและสังคม
ซึ่งจะสะท้อนท่าทีพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินทั้งทางด้านโจรผู้ร้าย
และภัยธรรมชาติ
การศึกษาปัจจัยประกอบเป็นการวางแผนที่รัดกุม เพื่อให้ได้ทั้งความเข้าใจในท้องถิ่น
หรือความเป็นอยู่ของสภาพท้องถิ่นนั้น ๆ และสิ่งสำคัญคือจะทำให้เยาวชนได้เตรียมตัวก่อนการเดินทางอย่างพร้อมมูล
ไม่ว่าจะในด้านการศึกษาหาความรู้ก่อนการเดินทาง การเตรียมอุปกรณ์การเดินทาง
เช่น เสื้อผ้า เครื่องใช้ส่วนตัว หรืออื่นๆที่เหมาะสมกับสภาพของแหล่งท่องเที่ยวที่ไป
๓.
ปัจจัยสนับสนุนและสิ่งอำนวยความสะดวก ( Supporting Facilities ) ได้แก่ ด้านอาหาร
ที่พัก การติดต่อเข้าใจใจด้านภาษาท้องถิ่น กฎระเบียบของท้องถิ่นนั้น ๆ การให้ข่าวสารประชาสัมพันธ์
ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านกิจกรรมต่างๆ การได้พักผ่อนในที่พักที่เหมาะสม
เด็กและเยาวชนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก็จะทำให้พร้อมที่จะรับประสบการณ์แปลกใหม่
พร้อมที่จะร่วมกิจกรรม และแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการเดินทางทัศนศึกษา
๔.
ปัจจัยพื้นฐาน และการคมนาคม ( Infrastructure & Transport ) ศึกษาโครงข่ายการคมนาคมทั้งทางบก
ทางอากาศ การบริการสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ เมื่อได้สำรวจและได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว
การเตรียมการที่จะให้เยาวชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการทัศนศึกษาครั้งนี้
จะต้องดำเนินการดังนี้
๑)
การพิจารณาจัดทำกำหนดการเดินทาง โดยการนำข้อมูลที่ได้สำรวจมานั้นและจากเยาวชนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการหาข้อมูลนั้นๆ
มาประกอบการพิจารณา จัดทำโดยคำนึงถึงกฎจราจรที่ได้กำหนดความเร็ว (๘๐ กิโลเมตร
/ ชั่วโมง ) ในการจัดช่วงเวลาประกอบกับแหล่งท่องเที่ยวที่เสริมความรู้จากการเรียนมากที่สุด
และรองลงมา โดยให้สามารถท่องเที่ยวได้ตามกำหนดเวลาที่ต้องการอย่างพอดี
การจะให้เวลาท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวนานเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวนั้น
ๆ กับวัตถุประสงค์ในการจัดทัศนศึกษาครั้งนั้น ทั้งนี้จะต้องยึดหลักไม่เหนื่อยจนเกินไป
และไม่เดินทางในเวลากลางคืน (ให้ศึกษาจากเรื่องแนะนำเส้นทางการท่องเที่ยวทัศนศึกษาสำหรับเยาวชนของ
คุณภาสกร สุพรรณพันธุ์)
๒)
การคิดราคาค่าบัตร ประกอบด้วย
๒.๑
ค่าพาหนะในการเดินทาง เช่น รถโดยสาร หรือเรือ
๒.๒ ค่าที่พัก
๒.๓ ค่าอาหาร
๒.๔ ค่าประกันการเดินทางสำคัญอย่างยิ่ง เป็นการเตรียมการที่ไม่ประมาท ทั้งนี้
หากมีอุบัติเหตุเกิดแก่เยาวชนในระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม
การประกันจะคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลไว้ด้วย (ควรสอบถามรายละเอียดจากบริษัทประกันที่มีระบบ
และไว้วางใจได้)
๒.๕ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดต่างๆ ในระหว่างการเดินทาง เช่น ค่าเอกสาร ค่าเข้าชมอุทยานแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
ค่าเช่ารถเล็ก ค่าของว่าง เป็นต้น
จากจำนวนเยาวชนทั้งหมด ต่อ ๑ คันรถ หารจากค่าเช่ายานพาหนะและค่าใช้จ่ายต่อคนดังที่กล่าวมาแล้ว
ก็จะได้ค่าใช้จ่ายรวมต่อคน เพื่อเก็บเงินจากเด็กและเยาวชนต่อไป
การให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนก่อนการเดินทาง หรือการปฐมนิเทศ โดยผู้ดำเนินการจัดทัศนศึกษา
เป็นการชี้แจงให้เยาวชนทราบและเตรียมตัวที่จะไปทัศนศึกษา ปูพื้นฐานเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวที่จะไป
ทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์และในลักษณะนิเวศวิทยา (กล่าวคือ ครบตามปัจจัยหลักดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น)
ยิ่งให้ข้อมูลรายละเอียดเพียงใด การจัดทัศน-ศึกษาแก่เด็กและเยาวชนก็จะยิ่งง่าย
เยาวชนจะมีการเตรียมตัวที่ดี พร้อมที่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่ดี ตามลักษณะของการจัดทัศนศึกษาที่ถูกวิธี
การเตรียมของต่าง ๆ เมื่อจะเดินทางทัศนศึกษา
๑. แก้วน้ำ จานแบ่งของวาง ถาด เหยือกน้ำ
ผ้าเช็ดมือ กระดาษทิชชู กระดาษชำระ ถุงขยะ กระเป๋ายา
๒. เตรียมอาหารเช้า (กรณีรับประทานบนรถ) และของว่างเครื่องดื่ม
๓. แบบฟอร์มการเข้าที่พัก การจัดกลุ่มเยาวชนเข้าพัก (ควรแจ้งให้เด็กและเยาวชนทราบก่อนการเดินทาง
๔. เอกสาร ข้อมูล เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่จะไปชม
๕. ป้ายชื่อของเยาวชนเพื่อให้ติดไว้ตลอดเวลา
๖. แผ่นป้ายติดข้างรถ (บอกหมู่คณะ)
๗. กำหนดการเดินทาง แบบสอบถาม รายชื่อผู้เดินทางทั้งหมด ป้ายผูกกระเป๋า
๘. เทปเพลง ม้วนวิดีโอที่เป็นความรู้เสริมการเดินทาง
๙. ร่ม หมวก (เตรียมไว้บ้างกรณีจำเป็น หรืออาจแจ้งให้เยาวชนเตรียมไปเอง)
๑๐.กรณีการท่องเที่ยวทางน้ำ ต้องเตรียมเครื่องชูชีพ เพื่อความปลอดภัย
๑๑. นอกเหนือจากนี้ควรแจ้งให้เด็กและเยาวชน มีการเตรียมการแต่งกายที่ถูกกาละเทศะ
สถานที่ อาทิ ไม่สวมกางเกงขาสั้น ไม่สุภาพเมื่อเข้าวัด เป็นต้น
ระหว่างการเดินทาง
เน้นการให้เด็กและเยาวชนตรงต่อเวลา
เที่ยวครบตามกำหนดการและผู้จัดการจะต้องดูแลเด็กและเยาวชนเป็นอย่างดี ทั้งนี้ควรแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลกลุ่ม
และเน้นการให้ได้ช่วยเหลือกันให้มากที่สุด เพื่อบรรลุการจัดนำเที่ยวทัศนศึกษาที่ถูกวิธี
การให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนระหว่างการเดินทางเป็นเรื่องสำคัญมาก
ผู้ควบคุมการเดินทางจะต้องมีเทคนิคของการเป็นมัคคุเทศน์ที่ดีที่จะทำให้เยาวชนได้รับ
ความรู้ ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน มีกิจกรรมร่วมอย่างเต็มที่ นอกจากการมีข้อมูลที่เพียบพร้อมแล้ว
ยังต้องยึดหลักมัคคุเทศน์ที่ดี ดังนี้คือ
๑.
การมีบทบาทในการเป็นมัคคุเทศน์ คือ สวมบทบาทของบุคคลอาชีพต่าง ๆ ในวาระและโอกาสต่างๆอย่างเหมาะสมกล่าวคือ
๒. ครู สามารถอธิบายและพร้อมจะตอบคำถาม มีความรู้ดีสามารถถ่ายทอดได้ดี
๓. นักจิตวิทยา ต้องรู้จิตวิทยาของเด็กและเยาวชน ต้องการอะไรมากน้อยเพียงใด
เวลาใด บางครั้งการเป็นครูอย่างเดียวก็ไม่ได้ การมีจิตวิทยาในการนำเที่ยวจะทำให้ผู้เดินทางได้รับอรรถรสอย่างเต็มที่
๔. นักแสดง ในบางครั้งเพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ก็อาจจะร้องเพลงหรือเล่นดนตรีพื้นเมือง
หรือเล่าเรื่องสนุก ๆ เป็นต้น
๕. การเป็นนักการฑูต สามารถทำให้ผู้เดินทางเข้าใจและมีความรู้สึกที่ดีต่อท้องถิ่นต่อไป
จึงจะทำให้บรรลุคำที่ว่าการท่องเที่ยวคือสื่อแห่งสันติภาพ
ในบทบาทดังที่กล่าวมานี้ ผู้ควบคุมการเดินทาง หรือผู้นำเที่ยว ควรดึงเด็กและเยาวชนเข้ามามีบทบาทต่างๆ
ตามวาระและโอกาส ก็จะยิ่งทำให้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ผู้นำเที่ยวจะต้องมีคุณลักษณะในการเป็นมัคคุเทศน์ที่ดี คือ
๑. มีความรู้ดี
๒. มีความสามารถในการใช้ภาษาพูด คือพูดได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่มีปัญหาเรื่อง
ร ล ควบกล้ำ หรือไม่พูดติดอ่าง มีเสียงดัง ชัดเจน นอกจากนี้ ควรเป็นคนที่ช่างพูดพอสมควร
คือไม่เบื่อหน่ายในการที่เล่าเรื่องต่างให้ผู้เดินทาง
๓. มีการใช้ภาษาพูดที่ดี
๔. มีบุคลิกดี ทั้งบุคลิกภายนอกและบุคลิกภายใน การนำเด็กและเยาวชนทัศนศึกษา
ผู้นำเที่ยวจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในทุกกรณี มีมารยาท และการวางตัวที่ดี
กล่าวคือ
- รักษาความสะอาดและสุขนิสัยส่วนตัว
- แต่งกายสุภาพเรียบร้อย เหมาะสม
- กิริยามารยาทนุ่มนวล
- มีความเอาใจใส่ต่อเด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่และเสมอภาคกัน
- ยิ้มแย้มแจ่มใสขณะปฏิบัติหน้าที
- ตรงต่อเวลา
และสิ่งสำคัญคือ ผู้นำเที่ยวไม่ควรหวังผลประโยชน์จากเด็กและเยาวชน นอกจากความหวังที่จะให้เด็ก
และเยาวชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการเดินทางท่องเที่ยวทัศนศึกษา
หลังการเดินทาง
เมื่อเสร็จสิ้นการเดินทาง ควรมีการประเมินผล
อาจจะมีแบบสอบถามให้เยาวชนกรอกข้อคิดเห็น หรือการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้รายงาน
จัดนิทรรศการ ซึ่งจะทำให้การจัดทัศนศึกษามีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี ในการจัดทัศนศึกษาให้เยาวชน
ควรยึดหลัก
๑. เยาวชนที่กำลังศึกษาในระดับประถมศึกษา ควรให้รู้จักเป็นอย่างดีเกี่ยวกับ
ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ที่ตนอยู่
๒. เยาวชนที่กำลังศึกษาระดับมัธยมศึกษา รู้จักเป็นอย่างดีเกี่ยวกับภาคที่ตนเองศึกษาอยู่
๓. เยาวชนที่กำลังศึกษาระดับอุดมศึกษา ควรให้รู้จักเป็นอย่างดีทั่วทั้งประเทศไทย
ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้เยาวชนได้รับประโยชน์จากการเดินทางทัศนศึกษาอย่างเต็มที่
และขณะเดียวกัน ประเทศชาติก็จะได้รับประโยชน์จากเยาวชนเช่นกัน
ศศิอาภา ประสพทรัพย์
|