โครงการที่ 5
ผู้เข้าร่วมโครงการ : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และโรงเรียนเครือข่าย

ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติได้พัฒนาความสัมพันธ์กับครูและโรงเรียนต่างๆ เป็นจำนวนมาก มีครูจำนวนมากกว่า 120 คนแล้วที่ได้รับการฝึกอบรมการทำงานในพิพิธภัณฑ์กับเด็กๆ จากโปรแกรมการฝึกอบรมของพิพิธภัณฑ์ โดยผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรจากพิพิธภัณฑ์ฯ ด้วย

ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกับโรงเรียนกำลังดำเนินโครงการร่วมกัน เพื่อให้ผู้เข้าชมซึ่งเป็นนักเรียนมีระดับอายุต่างกันสามารถใช้ประโยชน์จากการชมพิพิธภัณฑสถานได้อย่างเต็มที่ สำหรับผู้เข้าชมซึ่งเป็นเด็กเล็กนั้น พิพิธภัณฑสถานจะจัดทำเอกสารและสร้างกิจกรรมเพื่อที่จะทำให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน เกิดความคิดจินตนาการใหม่ๆ ให้ แต่สำหรับเด็กโตแล้วจะใช้วิธีการบรรยาย ให้รายละเอียดและข้อเท็จจริงเป็นหลัก

  • เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการทำงานกับเยาวชนและโรงเรียนได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของตนเองไว้ว่าต้องการให้
  • พิพิธภัณฑสถานเต็มไปด้วยผู้เข้าเยี่ยมชมรุ่นเยาว์ที่มีความสุขและเพลิดเพลิน
  • ผู้เข้าชมรุ่นเยาว์เหล่านี้ต้องการที่จะกลับมาพิพิธภัณฑสถานอีก
  • ครูสามารถใช้วัตถุที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้แก่ผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
  • ใช้ทรัพยากรของพิพิธภัณฑสถานอย่างมีประสิทธิภาพ

ผลที่คาดว่าจะได้รับก็คือ การเพิ่มพูนและเสริมสร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ มีการทำงานที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของทุกฝ่าย รวมทั้งมีการจัดทำสื่อการสอนให้ครู/ผู้สอนสามารถใช้พิพิธภัณฑสถานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสัมมนา

ผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย ผู้แทน 6 คน จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร รวมทั้งผู้อำนวยการและผู้แทนจากโรงเรียนต่างๆ อีก 10 แห่ง โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาแบ่งกลุ่มเพื่อพิจารณาประเด็นคำถามต่อไปนี้ :

1. ความร่วมมือที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้มีอะไรบ้าง ?
2. ทำไมเราจึงต้องการให้เด็กๆ ไปพิพิธภัณฑสถาน ?
3. ทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ?

ประเด็นที่ 1 : ความร่วมมือที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้มีอะไรบ้าง ?

ที่ประชุมได้อภิปรายและสรุปผลไว้ดังนี้ :

1.1 นำกลุ่มทัศนศึกษารอบๆ พิพิธภัณฑสถาน
1.2 ให้ยืมวัสดุ อุปกรณ์
1.3 ดำเนินโครงการภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกัน
1.4 ฝึกอบรมนักเรียนให้เป็นมัคคุเทศก์
1.5 สนับสนุนโครงการต่างๆ เช่นโครงการวันเด็ก เป็นต้น

ประเด็นที่ 2 : ทำไมเราจึงต้องการให้เด็กไปพิพิธภัณฑ์ ?

ที่ประชุมอภิปราย สรุปได้ดังนี้

2.1 เด็กสามารถเรียนรู้ได้ดีที่พิพิธภัณฑ์
2.2 เด็กได้รับประสบการณ์ตรง
2.3 สภาพแวดล้อมกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น
2.4 พิพิธภัณฑสถานมีสิ่งต่างๆ ที่โรงเรียนไม่สามารถจัดหาให้ได้
2.5 ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลาย ไม่ใช่การสอนจากครูโดยตรงเพียงอย่างเดียว
2.6 ช่วยให้นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจใจวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสายสัมพันธ์ของตน
2.7 พัฒนาทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม

ประเด็นที่ 3 : ทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ?

ที่ประชุมสรุปได้ว่า เป็นเพราะ :

3.1 เป็นศูนย์ของการศึกษาวิจัยที่ดี
3.2 สามารถเข้าถึงโบราณวัตถุ (artifacts) ได้เป็นจำนวนมาก
3.3 สอนเรื่องประวัติศาสตร์ไทยให้แก่นักเรียน/นักศึกษา
3.4 สะดวกที่จะไปถึงหากโรงเรียนอยู่ในกรุงเทพฯ

การอภิปรายในการสัมมนา

ผู้เข้าร่วมประชุมได้อภิปรายถึงการใช้ทักษะการสอนในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ในเรื่องดังต่อไปนี้

  • การกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น
  • การยกระดับความนับถือตนเอง
  • การรู้จังหวะการให้การส่งเสริม/ให้กำลังใจ
  • การสร้างความสมดุลระหว่างการเรียนรู้ตามรูปแบบเดิมกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง
  • การเรียนการสอนทั้งกลุ่มแต่ให้ความสนใจเป็นรายบุคคลไปพร้อมๆ กัน
  • การถามคำถามที่ถูกต้องด้วยวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม

ผลการสัมมนา

1. พิพิธภัณฑสถานได้จัดเตรียมชุดคู่มือกิจกรรมจำนวน 5 เล่ม (ฉบับภาษาอังกฤษ) สำหรับนักเรียน เพื่อส่งเสริม/กระตุ้นให้เด็กมีความสนุก กับการเรียนรู้จากรายละเอียดข้อเท็จจริงที่อยู่รอบตัวผนวกกับการจัดเกมส์การเล่น อาทิ ปริศนา คำทาย และอื่นๆ ในช่วง 2 เดือนต่อจากนี้โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ทดลองนำรองในกิจกรรมจากใบงาน (activity sheets) เพื่อนำผลที่ได้รับมาใช้ประกอบการประเมิน สำหรับการจัดกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพต่อไป
2. การอภิปรายเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ซึ่งพิพิธภัณฑสถานและสถานศึกษาจะร่วมกันออกแบบและทดลองนำร่องในกิจกรรมสำหรับเด็กที่มี อายุ 13, 14, และ15 ปี การขยายกิจกรรมให้ดำเนินการได้สำหรับเด็กเล็กและเด็กโตจะทำให้พิพิธภัณฑสถานและสถานศึกษาสามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อการเรียนการสอนได้หลากหลายเพิ่มขึ้น และยังสามารถกำหนดวิธีการประเมิลผลได้อย่างมีประสิทธิาพต่อไป

5. การประเมินผล การดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 26 - 30 สิงหาคม 2545
ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศอังกฤษ (Mr. Peter Newton)ได้เดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้งเพื่อประเมินผลการดำเนิน โครงการของสถานศึกษาและพิพิธภัณฑ์ตามเป้าหมายและผลที่ต้องการจะได้รับที่ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดไว้ การประเมินผล นี้ได้ดำเนินการระหว่างวันที่ 26 - 30 สิงหาคม 2545 โดยก่อนการประเมินผลนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้จัดให้มีการประชุมทางไกล (Video Conference) ระหว่างสถานศึกษา พิพิธภัณฑสถานและ Mr. Peter Newton เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2545 ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอกย้ำความเข้าใจ ทิศทาง และรูปแบบวิธีการการดำเนินโครงการศึกษาเชิง สร้างสรรค์ รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและสรุปวิธีการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินโครงการ ผลจากการ ประชุมทางไกล (Video Conference) ได้แสดงให้เห็น ว่าการทำงานของสถาบันการศึกษาและพิพิธภัณฑสถานเป็นไป อย่างถูกต้องตามแนวคิดของการศึกษาเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเน้นกระบวนการการดึงศักยภาพในตัวผู้เรียนให้มีความคิดสร้างสรรค์ มีความมั่นใจ ใฝ่รู้ สามารถคิดวิเคราะห์และแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งสามารถศึกษาหาข้อมูลในเรื่องต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง กว้างขวาง การได้มาซึ่งข้อมูลนั้นได้ข้อคิดว่ามิได้มาจากการสอนของครูแต่ประการเดียว แต่สามารถนำความรู้ที่ได้รับจาก แหล่งอื่น อาทิ จากห้องสมุด หรือนิตยสาร และการค้นหาจากอินเตอร์เนต ซึ่งแหล่งข้อมูลเหล่านี้กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้และนวัตกรรมในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทั้งสิ้น
สำหรับการประเมินผลระยะสุดท้ายของโครงการนั้นดำเนินการระหว่างวันที่ 26 - 30 สิงหาคม 2545 โดย นาย Peter Newton และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้เดินทางไปยังสถานบันการศึกษา และพิพิธภัณฑสถาน ผลจากการประเมินผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมาสรุปได้ดังนี้ :

  • โครงการที่ 1 : โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้ดำเนินโครงการ 2 โครงการประกอบด้วย

โครงการที่ 1 : โครงการสืบค้นภูมิปัญญาท้องถิ่น

จากการจัดกิจกรรมในระยะ 2 เดือนที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าผู้เรียนได้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายกล่าวคือ ได้เรียนรู้ถึงวิธีการค้นหา ข้อมูลที่หลากหลาย เช่น จากการสัมภาษณ์ เป็นต้น โดยโรงเรียนได้เชิญวิทยากรมาให้ความรู้ในเรื่องการสืบค้นภูมิปัญญาด้วยวิธีการ ต่างๆ อันได้แก่ การสอบถามและการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ในกิจกรรมโรงเรียนกำหนดเรื่องที่ให้นักเรียนทำการสืบค้นไว้ 3 เรื่อง โดย ให้ผู้เรียนเลือกสืบค้นข้อมูลตามความสนใจเพียง 1 เรื่อง เรื่องที่โรงเรียนกำหนดไว้ ได้แก่

1. วิถีชีวิตไทยตลอดคลองแสนแสบในปี พ.ศ. 2479
2. ประวัติความเป็นมาของคลองแสนแสบ
3. ของหวานจากจวนเจ้าพระยาบดินทรเดชา

การสังเกตของครู

จากการสังเกตุของครูพบว่า นักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูลและเปรียบเทียบข้อมูลในเรื่องต่างๆ ได้จากแหล่งต่างๆ ทั้งจากการค้นหา ข้อมูลจากหนังสือ ห้องสมุด และจากการสัมภาษณ์ นักเรียนรู้จักพัฒนาและปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพของตน เมื่อติดต่อกับบุคคลใน ระดับต่างๆ รวมทั้งสามารถแยกแยะความสำคัญของสาระเนื้อหาที่ต้องการจะสืบค้นและประการสำคัญผู้เรียนมีความภูมิใจที่ สามารถดำเนินโครงการนี้ได้ด้วยตนเอง

โครงการที่ 2 : การฝึกอบรมการเป็นมัคคุเทศก์ประจำพิพิธภัณฑ์

โครงการนี้เป็นโครงการความร่วมมือกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยได้จัดให้มีการอบรมในระหว่างวันที่ 5 และ 6 สิงหาคม 2545 โดยมีผู้แทนจากพิพิธภัณฑสถานเป็นผู้ถ่ายทอดวิธีการการเป็นมัคคุเทศก์ จากนั้นให้นักเรียนและผู้เข้าร่วมโครงการได้ฝึกปฏิบัตินำชมพิพิธภัณฑ์ ระหว่างการดำเนินโครงการมีกิจกรรมร่วมกันระหว่างผู้เข้าร่วมประชุมปฏิบัติการทั้งหมด ในรูปแบบของการตอบปัญหาโดยพิพิธภัณฑสถาน จะจัดรางวัลไว้ให้สำหรับผู้ตอบถูกอีกด้วย นอกจากการตอบคำถามแล้วมีกิจกรรมอื่น ที่กระตุ้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียน โดยให้ นักเรียนได้ฝึกการเขียนเรื่องราวบทความ คำประพันธ์ และการวาดรูป อีกด้วย

การสังเกตุของครู :

พบว่า นักเรียนในชั้นปกตินั้นแบ่งออกเป็นกลุ่มได้กลุ่มละ 5 ถึง 6 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 สามารถทำงานด้วยกันได้เป็นอย่างดี นักเรียนพอใจกับการตอบคำถามในรูปแบบที่สร้างสรรค์ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของการเขียนเปรียบเทียบก็ได้ เขียนโคลงกลอนก็ได้ หรือแม้แต่เขียนเป็นบันทึกผลงานเก็บไว้ สรุปได้ว่าจากกิจกรรมดังกล่าวทำให้ :

  • ผู้เรียนสามารถจัดทำผลงานได้เป็นอย่างดี
  • ผู้เรียนยอมรับในความคิดของผู้อื่น และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี
  • ผู้เรียนต้องการให้โรงเรียนจัดกิจกรรมเช่นนี้อีก
  • ผู้เรียนมีความสุขมากกว่าการเรียนในห้องเรียนปกติที่ผ่านมา
  • ผู้เรียนพบว่าศิลปวัตถุนั้นน่าสนใจศึกษาหาความรู้และให้ความได้มากกว่าที่ตนเองคาดหวังไว้
  • ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริงได้มากกว่าการฟังจากครู
  • การทำงานร่วมกับบุคลากรจากมหาวิทยาลัยจะให้คุณประโยชน์มากขึ้นในแง่ของการจัดทำโครงการวิจัย
  • ได้เรียนรู้ขั้นตอนของการเรียนรู้ ได้แก่ การเลือกหัวข้อ การค้นหาข้อมูล การลงบันทึกข้อมูล การตั้งคำถาม การวิเคราะห์คำถาม และการจัดทำใบงาน
  • ผู้สอนมีความรู้สึกว่าควบคุมผู้เรียนได้น้อยลง หากผู้เรียนมีข้อมูลมากขึ้น

การสังเกตุของผู้เรียน : ผู้เรียนพบว่ากิจกรรมนี้ทำให้เกิด :

  • ช่วยให้เกิดทักษะของการคิดมากขึ้น
  • รู้วิธีการค้นหาข้อมูล
  • ทุกคนสามารถค้นหาแหล่งข้อมูลได้
  • มีความกล้าในการแสดงออกถึงความรู้สึก อารมณ์
  • มีการนำเสนอและให้ข้อคิดเห็นที่ถูกต้องและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

  • โครงการที่ 2 : โรงเรียนสตรีวิทยา

ผู้บริหารและคณะครูของโรงเรียนมีความกระตือรืนร้นที่จะเข้าร่วมโครงการมาก แต่ด้วยเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการจะเห็นได้ว่าการดำเนินโครงการให้สัมฤทธิ์ผลนั้นต้องได้รับความร่วมมือจาก ทุกฝ่ายซึ่งทำให้คณะครูต้องทำงานมากกว่าปกติคืองานสอน ดังนั้นหากจะดำเนินโครงการนี้ในระยะยาว จะต้องมีการวางแผน และกำหนดแผนการทำงานไว้อย่างชัดเจน

จากการประเมินพบว่า คุณภาพงานของนักเรียนได้แสดงถึงการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์จินตนาการสูงมาก มีการใช้ ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้รับจากพิพิธภัณฑ์และที่อื่นๆ ครูพบว่าผู้เรียนสามารถทำงานด้วยตนเองได้ดี และดีมากเมื่อทำงานร่วมกัน เป็นกลุ่ม จากการทำงานสรุปได้ดังนี้ :

  • ผู้เรียนสามารถทำงานเป็นทีมได้ดี
  • ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ต่างสาระวิชาได้
  • มีทักษะในการวิเคราะห์เพิ่มมากขึ้น
  • สนุกสนานกับการเรียนรู้ใหม่ๆ
  • ยุทธวิธีการสอนโดยเน้นหลักการมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นวิธีการที่ดี
  • การทำงานเป็นคู่หรือกลุ่มตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป นำมาใช้ในชั้นเรียนเต็มขนาดได้
  • ครูเป็นที่ปรึกษามากกว่าจะเป็นผู้จัดให้เกิดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทั้งหมด
  • มีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติ/การทดลองการแก้ไขปัญหาและทักษะการนำเสนอได้มากกว่าการเรียนปกติ
  • ผู้ปกครองจะให้การสนับสนุน หากเข้ามามีส่วนร่วมและได้รับแจ้งการดำเนินงานตั้งแต่เบื้องต้น
  • "การสร้างสรรค์" เป็นยุทธวิธี เป็นรูปแบบวิธีการที่ทำให้สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ได้ดี
  • ผู้เรียนได้ทำงานเป็นทีม มีการวางแผนการทำงานและเชื่อมต่อกับสาระวิชาอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
  • โรงเรียนสามารถประเมินผลทั้งครู/นักเรียน และนักเรียน/ครู ได้ในเวลาเดียวกัน
  • ในทุกกิจกรรมของโครงการจะมีการฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม ประกอบด้วยประธาน เลขา และผู้รายงานกลุ่ม
  • มีการใช้บุคลากรในคณะทำงานมาก

อุปสรรคและปัญหา : การทำงานพบว่ามีอุปสรรคและปัญหาอยู่บ้างในเรื่องต่างๆ ประกอบด้วย

1. ชื่อโครงการ เน้นในเรื่องพิพิธภัณฑสถาน ทำให้ได้เป้าหมายที่แคบ คำว่า "การสร้างสรรค์" ควรเป็นเรื่องที่กว้าง
2. ครูที่เข้ามาร่วมดำเนินโครงการต้องทำงานมากทำให้เหนื่อยเกินไป
3. ผู้ปกครองบางท่านไม่เข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการ
4. การทำงานในเบื้องต้นต้องวางระบบการทำงานให้ชัดเจนก่อนจึงจะสามารถส่งผลได้ดีตามวัตถุประสงค์

ผลงานของนักเรียนที่ได้มีการรวมงานศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศสและเทคโนโลยี ส่งผลให้งานออกมาดีมาก ผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้ได้แก่

  • การสร้างละครเพลง ดนตรีไทยในชั้นเรียนแสดงโดยนักเรียน 59 คน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม
  • การทำงานเป็นกลุ่มคณะจากการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย แล้วนำมาใช้ในการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษา รูปแบบของการเรียนการสอนมีทั้งการใช้ศิลปะ การใช้เทคโนโลยี, เกมส์, การทำสูจิบัตรและอื่นๆ
  • การแสดงบนเวทีในวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษา เป็นการแสดงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทยและชาวอเมริกันในสมัยเลิกทาส

โรงเรียนจะดำเนินโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องและจะนำไปบรรจุไว้ในหลักสูตรต่อไป

  • โครงการที่ 3 : โรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา

กลุ่มเป้าหมายของผู้เรียนในโครงการนี้คือนักเรียนระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 2 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นการทำงานร่วมกัน ระหว่างผู้สอนของกลุ่มวิชาต่างๆ กิจกรรมนี้ดำเนินการอย่างหลากหลาย บางกิจกรรมมีครูผู้สอนเป็นผู้นำกิจกรรมกลุ่ม บาง กิจกรรมใช้วิธีการกำหนดแผนที่ทางความคิดเพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถแสวงหาความรู้ได้จากพิพิธภัณฑ์ บางกิจกรรมใช้ บทบาทสมมุติสำหรับการนำเสนอด้วย

ปัญหาที่พบในระหว่างการดำเนินงานก็คือ ความวิตกกังวลของผู้สอนในการประเมินความคิดเชิงสร้างสรรค์ของผู้เรียน ซึ่งในบางกรณีผู้เรียนอาจจะลอกเลียนแบบความคิดกันได้ อย่างไรก็ตามการดำเนินงานสรุปออกมาได้ดังนี้

ผลที่ได้รับ
ประเด็นที่ท้าทาย
หลังจากการทดลองโดยวิธีต่างๆ นักเรียน 7 - 8 คน ที่ไม่สนใจการเรียนได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ พิพิธภัณฑ์ไม่มีข้อมูลที่ต้องการ
นักเรียนที่มีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ไม่ดีนักต้องทำงานมากขึ้น มาตรฐานข้อมูลของแต่ละพิพิธภัณฑ์ต่างกัน
สำหรับการทำงานของครูพบว่ายังคงมีเด็กนักเรียนบางคน ที่ยังไม่เข้ามามีส่วนร่วม ครูบางคนพบว่าการทำงานกับเด็กที่มีผลการเรียนไม่ดีนั้นเป็น สิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเด็กเหล่านี้ต้องการทำงาน ร่วมกันเป็นกลุ่ม เด็กมีความมั่นใจมากขึ้นในการตัดสินใจเลือก เข้ากลุ่มและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ
การตั้งคำถามปลายเปิดกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง จะประเมินการสร้างสรรค์ได้อย่างไร
เด็กที่เงียบและไม่เข้ากลุ่มเริ่มสนทนากับเพื่อนและ เข้ามาทำงานร่วมกับกลุ่มมากขึ้น
-
การทำงานเป็นคู่ได้ผลมา มากกว่าการทำงานเป็นกลุ่มใหญ่
-
เด็กที่เรียบร้อยสามารถเข้ามาในกิจกรรมและกระตือรือร้นมากขึ้น
-
ครูต่างสาขาวิชาร่วมมือกันเป็นอย่างดี การบูรณาการวิชาต่างๆ ได้ผล
-
  • โครงการที่ 4 : โครงการร่วมระหว่างโรงเรียนสตรีมหาพฤฒารามและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

    4.1 โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม

จากการประเมินพบว่าครูวิชาต่างๆ และนักเรียนพบปะกันก่อนเพื่อประชุมระดมสมอง วางแผนการทำงานร่วมกันก่อนเดินทาง ไปศึกษาหาความรู้ในเรื่องของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย โดยใช้แหล่งเรียนรู้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ด้วยการ เตรียมการอย่างดีของเด็กนักเรียน จึงทำให้ผลิตผลงานสร้างสรรค์ตามสิ่งที่ตนเองค้นพบในพิพิภัณฑ์ออกมาในรูปแบบที่ หลากหลายทั้งในรูปแบบของการทำเสื้อยืด, นาฬิกา, กระจก, บัตรอวยพรทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ (อังกฤษและฝรั่งเศส) รวมทั้งการจัดทำวีดิทัศน์เที่ยวชมพิพิธภัณฑ์เป็นภาษาฝรั่งเศสอีกด้วย

จากการทำงานของกลุ่มนักเรียน จำนวน 14 คน ได้รับผลสะท้อนการดำเนินงานของโครงการกลับมา ดังนี้ :

  • ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน
  • สามารถทำงานเป็นกลุ่มได้ดี
  • เรียนรู้การแก้ไขปัญหาและยอมรับในเสียงส่วนมาก
  • ได้เรียนเพื่อรู้
  • สามารถใช้ความสามารถของตนเองได้ดี

กลุ่มครูที่เข้าร่วมโครงการ มีความคิดดังนี้ :

  • ได้ตระหนักถึงความจริงที่ว่านักเรียนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ
  • เห็นความสัมพันธ์อันดียิ่งขึ้นระหว่างครู และนักเรียน
  • นักเรียนอุทิศตนเพื่องานของตนเองอย่างแท้จริงโดยทำงานมากขึ้น
  • นักเรียนเพิ่มพูนทักษะและเรียนรู้การติดต่อสื่อสารกับบุคคลระดับต่างๆ ทั้งจากเพื่อน, ครู และผู้ใหญ่อื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
  • มีการเชื่อมโยงที่ดีระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียน

ตัวอย่างผลงานของนักเรียน

1. กลุ่มที่ 1 : จัดทำเป็นหนังสือการ์ตูนโดยใช้ตัวละครจากการ์ตูนของญี่ปุ่น คือ โดเรมอน สุเนโอะ ซึ่งเป็นตัวละครตัวหนึ่งของเรื่อง มีผลงานเก็บรวบรวมเครื่องดนตรีไทยไว้ที่บ้าน โนเบตะ ตัวละครอีกตัวหนึ่งเห็นผลงานของเพื่อนต้องการจะมีเครื่องดนตรีไทยไว้ที่บ้านเช่นเดียวกัน โนเบตะถามโดเรมอน ว่าจะใช้เครื่องมือย้อนเวลาพากลับไปสู่อดีตได้หรือไม่ โดเรมอนบอกว่าไม่ได้เพราะผู้คนในอดีตอาจไม่ใช้เครื่องดนตรีไทยในชีวิตประจำวันแล้ว
การเขียนการ์ตูนนั้น เด็กๆ ช่วยกันเขียน ช่วยกันคิดแนวของเรื่อง สำหรับรูปแบบของหนังสือสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิต โดยทำเป็นรูปบ้านไทย

2. กลุ่มที่ 2 : ประดิษฐ์กล่องดำขนาดใหญ่ที่คนสามารถเข้าไปได้ กล่องดำนี้เปรียบเหมือนจักรวาล มนุษย์ต่างดาวต้องการรู้เรื่องพิพิธภัณฑ์จึงเดินทางมายังโลก ถ่ายภาพและส่งภาพกลับไปจักรวาลเพื่อให้เพื่อนรู้โดยการแสดงนิทรรศการ หากเดินเข้าไปในกล่องสีดำแล้วจะเห็นภาพขาว-ดำ ซึ่งยจากพิพิธภัณฑ์มากมาย (เหมือนกับร้านถ่ายรูป) เด็กๆ จะจัดทำภาพให้เหมือนอยู่ในจักรวาลโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ คือคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยงาน

3. นอกจากนั้นก็จะจัดทำวีดิทัศน์เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เป็นภาษาฝรั่งเศส

4. การจัดทำเสื้อยืดโดยมีภาพนาฎศิลป์ไทย

5. การทำหมอนโดยใช้รูปศิลปวัตถุจากพิพิธภัณฑ์

4.2 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการทำงานของโรงเรียนซึ่งเป็นเครือข่ายของพิพิธภัณฑสถาน นักเรียนได้ศึกษาศิลปวัตถุที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแล้วนำมาคิดรูปแบบ โดยได้เขียนภาพศิลปวัตถุที่ตนได้เรียนรู้และศึกษาลง ในแผ่นกระดาษ จากนั้นพ่นลายลงบนเสื้อยืด ในการทำงานครูช่วยให้คำปรึกษาและจัดหาวัสดุอุปกรณ์ให้
ในระยะเริ่มแรกของการดำเนินโครงการเป็นไปด้วยดี ในระหว่างการดำเนินโครงการมีปัญหาเกิดขึ้นบ้าง สรุปได้ดังนี้

1. พิพิธภัณฑสถานมีความเห็นว่า บุคลากรของพิพิธภัณฑสถานต้องรับผิดชอบดูแลนักเรียนทำงานมากขึ้น ครูควรจะเข้ามามีบทบาทร่วมกับพิพิธภัณฑสถานในการดูแลการทำงานของนักเรียน การจัดประชุมและวางแผน การดำเนินงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนและพิพิธภัณฑสถานจะช่วยให้การประสานงานและการทำงานประสบ ผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น
2. โรงเรียนบางแห่งมอบความรับผิดชอบให้พิพิธภัณฑสถานวางแผนและดำเนินกิจกรรมเองทั้งหมด พิพิธภัณฑสถานได้เสนอแนะให้มีการอบรมครู เพื่อให้ครูได้รับทราบถึงทรัพยากรที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑสถาน สามารถนำไปวางแผนการสอนและจัดกิจกรรมให้แก่นักเรียน โดยพิพิธภัณฑสถานเองให้โรงเรียนได้ยืม ศิลปวัตถุบางชิ้นไปใช้ในการเรียนการสอนด้วย

ผลการดำเนินโครงการก่อประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่ายดังนี้ :

  • ผู้เรียนสามารถปลดปล่อยพลังแห่งการสร้างสรรค์อกมาได้อย่างเต็มที่
  • ผู้อำนวยการของสถาบันการศึกษาและพิพิธภัณฑสถานเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมด้วยตนเอง
  • บุคลากรของพิพิธภัณฑสถานมีความรู้มากขึ้นในการทำงานร่วมกับนักเรียน รู้ว่าเมื่อใดควรเข้าไปช่วยและเมื่อใดควรมองดูอยู่ห่างๆ
  • พิพิธภัณฑสถานเป็นที่รู้จักของชุมชนมากขึ้น
  • นักเรียนส่วนมากต้องการกลับไปที่พิพิธภัณฑสถานมากขึ้น
  • นักเรียนและครูได้พูดคุยกันอย่างจริงจัง
  • ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาคเอกชน
  • ได้สื่อเผยแพร่ผลงานที่ดี

ปัญหา :

  • ุจะพัฒนาความคิดใหม่ๆ สำหรับอนาคตได้อย่างไร
  • จะหารูปแบบวิธีการใหม่ๆ ให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร
  • โครงการที่ 5 : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และบุคลากรได้วางแผนการดำเนินงานร่วมกับโรงเรียนโดยพิพิธภัณฑสถานเป็นผู้กำหนดแผนงานและเป็นผู้จัดกิจกรรม โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมด้วยในฐานะที่ปรึกษาโครงการ จากการทำงานในระยะเริ่มแรกพบว่า :

  • โรงเรียนควรปรับระยะเวลาการดำเนินงานได้เหมาะสมกว่าที่ดำเนินการอยู่
  • โรงเรียนและพิพิธภัณฑสถานมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเป้าหมายของการดำเนินงานในบางจุด

ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนดำเนินโครงการก็คือ

  • การขาดการประสานงานระหว่างโรงเรียนและพิพิธภัณฑ์
  • คณะครูยังไม่ชัดเจนในการเลือกใช้เทคนิควิธีการที่เหมาะสมเพื่อให้การดำเนินโครงการประสบผลสำเร็จ

หลังจากที่พิพิธภัณฑสถานและโรงเรียนทำงานมาได้ระยะหนึ่งแล้วพบว่า :

  • โรงเรียนและพิพิธภัณฑสถานมีความเข้าใจตรงกันในเรื่องเป้าหมายของโครงการ
  • พิพิธภัณฑสถานได้เตรียมกิจกรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา แต่โรงเรียนสามารถนำไปพัฒนาใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาและผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ
  • โรงเรียนและพิพิธภัณฑสถานต่างปรับแนวคิดและทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี
  • เด็กนักเรียนที่เข้าร่วมในกิจกรรมมีความกระตือรือร้นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อโรงเรียนอื่นได้มาเห็นการดำเนินงานของพิพิธภัณฑสถานแล้ว ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการด้วยและพิพิธภัณฑสถานเองก็ต้องการหาโอกาสทำงานร่วมกับโรงเรียนเอกชน ซึ่งเด็กนักเรียนไม่มีโอกาสได้ทำงานสร้างสรรค์เช่นเดียวกับกลุ่มผู้เรียนที่เข้าร่วมโครงการ เจ้าหน้าที่ของ พิพิธภัณฑสถานได้จัดทำคู่มือ 4 เล่ม เพื่อใช้เป็นแนวทางและเป็นตัวอย่างของการดำเนินโครงการสำหรับ ครูนำไปฝึกปฏิบัติซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมาก

  • โครงการที่ 6 : พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย

เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์จะจดบันทึกสิ่งที่ตนเองสังเกตุในขณะที่ครูให้งานแก่เด็กนักเรียน เด็กนักเรียนเองจะถาม คำถามมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ต้องค้นหารายละเอียด/ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อตอบคำถามที่ หลากหลายเหล่านี้ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ยังได้สังเกตอีกว่า เด็กๆ ให้ความสนใจกับหุ่นขี้ผึ้งมากกว่าเดิม มากกว่าในช่วงเวลาที่ครูพามาทัศนศึกษาตามปกติ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างของโรงเรียนในเครือข่าย 2 โรง ซึ่งได้ประสบการณ์จากการทำงานในโครงการดังนี้ :

1. โรงเรียนวัดไร่ขิง :

โรงเรียนวัดไร่ขิงได้กำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ผลที่คาดว่าจะได้รับ กำหนดคำนิยามของคำศัพท์ต่างๆ รวมทั้งกำหนดวิธีการปฏิบัติตนในระหว่างอยู่ในพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งได้กำหนดคำถามไว้เป็นแนวทางของการได้ มาซึ่งข้อมูล ได้แก่

  • ทำไมพระอภัยมณีจึงสนใจเรียนเป่าปี่ ?
  • มีการละเล่นพื้นบ้านไทยอยู่กี่ชนิด ? เล่นอย่างไร ? อธิบายว่าการละเล่นเหล่านี้ให้ประโยชน์อะไรบ้าง ?
  • โปรดอธิบายให้ความเห็นเกี่ยวกับรูปแบบของ "ครอบครัวอบอุ่น"
  • รวบรวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในการบรรยายแต่ละเรื่องภายในพิพิธภัณฑ์
  • หากต้องการให้ผู้ชมให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ท่านจะมีวิธีรวบรวมและวิเคราะห์คำแนะนำเหล่านี้ได้อย่างไร
  • ให้ศึกษานิทรรศการเรื่องการเลิกทาสและตอบคำถามต่อไปนี้
    • อธิบายประเภทของทาส 3 ประเภท
    • เมื่อได้เข้าไปชมแล้วมีความรู้สึกอย่างไรกับการเป็นทาส
    • มีความคิดอย่างไรกับการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงเลิกทาส เหตุใจจึงมีความคิดเช่นนั้น จงอธิบาย
  • โปรดตอบคำถามเกี่ยวกับหุ่นขี้ผึ้ง
    • มีหุ่นขี้ผึ้งอยู่กี่ประเภท
    • มีวิธีการอธิบายประเภทของหุ่นขี้ผึ้งเหล่านี้อย่างไร
    • เขียนแผนผังประกอบการจำแนกประเภทของหุ่น
  • โปรดอธิบายความประทับใจเมื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย

ในการทำงานพิพิธภัณฑ์ได้เตรียมแบบสอบถามไว้สำหรับบุคคลหลายกลุ่มประกอบด้วย

1. เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์
2. โรงเรียนเครือข่าย
3. เด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา
4. เด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษา

วัตถุประสงค์ของแบบสอบถาม เพื่อให้ทราบถึงประสบการณ์ที่บุคคลกลุ่มต่างๆ ได้รับเมื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ การสำรวจนี้จะใช้ก่อนหลัง และระหว่างการชมพิพิธภัณฑ์

หลังจากการดำเนินโครงการแล้ว พิพิธภัณฑ์พบว่า :

  • โครงการนี้กระตุ้นให้โรงเรียนจัดทำแผนการทำงานใกล้ชิดกับพิพิธภัณฑ์มากขึ้น
  • ช่วยให้ครูทำงานร่วมกับบุคลากรของพิพิธภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี
  • ทำให้มีการวางแผนก่อนการไปชมพิพิธภัณฑ์
  • ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการจัดนิทรรศการ

    2. โรงเรียนเทศบาล 1 :

โรงเรียนที่เป็นเครือข่ายของพิพิธภัณฑ์อีกแห่งหนึ่งก็คือโรงเรียนเทศบาล 1 ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนให้ความสนใจในเรื่องการศึกษา เชิงสร้างสรรค์อย่างจริงจัง ได้หารือกับคณะครูของโรงเรียน ซึ่งประกอบด้วยมีครูจากหลายวิชาเข้ามาร่วมโครงการทั้งครูศิลปะ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา พลศึกษา ศิลปะและดนตรี และจัดทำใบงานขึ้นใหม่ทำให้เด็กสามารถเลือกวิชาตามความสนใจ และเข้ามาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ