การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทย

ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทย หมายถึง การจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย อันได้แก่ ความรู้ในการเข้าใจชีวิต ธรรมชาติ ทรัพยากร สังคม และความรู้ในการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ศูนย์การเรียนภูมิปัญญาไทยนี้ มีได้หมายถึง "ตัวอาคารสถานที่" หากแต่หมายถึงสถานที่ที่มีผู้รู้ ประสบการณ์ สามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นที่วัด โรงเรียน สำนักงานองค์กรบริหารส่วนตำบล สถานีอนามัย ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือบ้านของผู้รู้ ของผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ครูภูมิปัญญา" กล่าวได้อีกนัยหนึ่งก็คือ "เป็นการจัดการที่เกิดขึ้นโดยชุมชน โดยผู้นำที่สามารถดำเนินการให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับศักยภาพของชุมชนนั้น ๆ นั่นเอง"

วัตถุประสงค์การจัดตั้งศูนย์การเรียนภูมิปัญญาไทย

1. การส่งเสริม สนับสนุน การจัดการประสานการเรียนรู้ของชุมชนโดยกระบวนการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยผ่านผู้รู้หรือผู้นำภูมิปัญญาของท้องถิ่น

2. ประสานความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในชุมชน อันได้แก่ โรงเรียน อบต. วัด สถานีอนามัย และองค์กรอื่นๆ เพื่อให้มีการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องทั้งการเรียนรู้ในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศัย

3. ประสานให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกับองค์กรชุมชนอื่นในเครือข่ายเดียวกัน ทั้งระดับท้องถิ่น ระดับภาค ระดับชาติ เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาแบบพึ่งพาอาศัยกัน โดยกำหนดให้การเรียนรู้ร่วมกันนำไปสู่เป้าหมายของการพึ่งตนเองในชุมชน อย่างมีประสิทธิภาพ
4. เป็น "ศูนย์" รวบรวมข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ และองค์ความรู้ที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน โดยวิธีการจัดเก็บรวบรวมที่เหมาะสมกับบริบททางสังคม และศักยภาพของแต่ละท้องถิ่น และสามารถนำออกมาใช้และแบ่งปันให้แก่บุคคลอื่นได้
5. เป็น "ศูนย์" เพื่อการวางแผนการเรียนรู้และการพัฒนาหมู่บ้านร่วมกับตำบลและเครือข่ายในจังหวัด ประสานให้เกิดการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ รวมทั้งมีการติดตามประเมินผลโครงการที่เกี่ยวกับการการเรียนรู้และการพัฒนาด้านต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

บทบาทและหน้าที่ของศูนย์การเรียนภูมิปัญญาไทย

1. เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ การศึกษาทั้งในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย
2. เป็นศูนย์ประสานเครือข่ายภูมิปัญญาไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนและพัฒนาการเรียนรู้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
3. เป็นศูนย์คลังข้อมูลภูมิปัญญา

ประเภทศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทย

ศูนย์การเรียนภูมิปัญญาไทย สามารถแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้

1.ศูนย์การเรียนครอบครัว
การถ่ายทอดและสืบทอดภูมิปัญญาแห่งแรก คือ ครอบครัว จากพ่อแม่สู่ลูก จากพี่น้อง เครือญาติใกล้ชิด ถ่ายทอดแก่กันและกัน เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาไว้ ความรู้หลายอย่างจะไม่มีการเผยแพร่ให้ผู้อื่น เพราะถือเป็น "มรดก" ของวงศ์ตระกูล เช่น ความรู้เรื่องการรักษาโรค ยาสมุนไพร ศิลปการแสดง ศิลปหัตถกรรมต่างๆ เป็นต้น ส่วนใหญ่จะมี "เคล็ดลับ" เก็บไว้ถ่ายทอดให้ผู้ที่ตนต้องการให้เป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญานี้
ในการถ่ายทอดนั้น มีหลายประการที่ไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าเป็นการถ่ายทอดหรือเป็นการสืบทอด เพราะเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน พ่อสอนลูกให้ไถนา ดูแลสัตว์เลี้ยง สอนให้ทำเกวียน สอนให้ตีเหล็ก เป็นคนช่วยพ่อ ดูว่าพ่อทำอย่างไรแล้วเลียนแบบพ่อ เหล่านี้เป็นการสอนโดยการลงมือปฏิบัติร่วมกัน เช่นเดียวกับที่แม่สอนลูกให้หุงข้าว ประกอบอาหาร ทำขนม ทอผ้า ทำงานบ้านต่างๆ ให้ลูกสาวช่วยแม่ทำตามแม่ โดยมีแม่คอยแนะนำในระยะแรกจนกระทั่งลูกสามารถทำเองได้ในที่สุด

2. ศูนย์การเรียนวัดและชุมชน
วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ศูนย์กลางการจัดกิจกรรมนานาประการทั้งที่เป็นกิจกรรมทางศาสนา ศาสนพิธี พิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งการจัดงานตามประเพณี เช่น ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน การทำบุญในโอกาสสำคัญ รวมไปถึงกิจกรรมทางสังคมของส่วนรวม พระภิกษุเป็นผู้ ริเริ่ม เป็นผู้ประสาน ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดกิจกรรม ดังจะเห็นได้จาก วัดทำหน้าที่เป็นสุขศาลา ดูแลรักษาคนเจ็บป่วย รักษาด้วยยาสมุนไพร เป็นที่อบที่นวด เป็นที่พักพิงของคนต่างถิ่น รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการพบปะของสมาชิกในชุมชน
ผู้นำฝ่ายสงฆ์ และผู้นำฝ่ายฆราวาสต่างมีความสำคัญในฐานะที่เป็น "ครู" แม้อาจจะไม่เป็นผู้ถ่ายทอดเองโดยตรง แต่ก็ทำหน้าที่กำกับดูแลการจัดพิธีกรรมต่างๆ ให้ถูกต้อง ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยผู้มีความรู้ความชำนาญปฏิบัติไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม
ปัจจุบันวัดได้ฟื้นฟูบทบาทของตนเอง ภิกษุสงฆ์จำนวนมากมีบทบาทสำคัญในสังคม มีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ ส่งเสริม สนับสนุน และประสานให้เกิดการเรียนรู้ในชุมชน และวัดเองก็ได้กลับมาทำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนดังที่เคยเป็นในอดีตมาช้านาน วัดนอกจากจะเป็นสถานที่ให้การศึกษาในระบบแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางการศึกษานอกระบบ เป็นที่ฝึกอาชีพ ที่ประชุมสัมมนา และที่นัดหมายสำหรับการทำกิจกรรมของชุมชน เช่นการจัดการออมทรัพย์ประจำเดือนสำหรับสมาชิกในชุมชน เป็นต้น

3. ศูนย์การเรียนครูเจ้าสำนัก
การถ่ายทอดภูมิปัญญาที่เด่นชัดที่สุด คือ การถ่ายทอดโดยบุคคลซึ่งเป็นผู้รู้ ผู้ชำนาญให้แก่บุคคลอื่น ลูกศิษย์อาจเป็นลูกหลาน หรือผู้สนใจสมัครเป็นลูกศิษย์ ครูเองก็ได้รับการถ่ายทอดมาจาก "ครู" ของตนเองในลักษณะเดียวกัน ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี
การรับครูและศิษย์จะเริ่มด้วยพิธีกรรม ที่เรียกว่า "ยกครู" อันเป็นเครื่องหมายสำคัญของความสัมพันธ์ ซึ่งมีความลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะครูจะเป็นผู้ถ่ายทอดไม่เพียงแต่ทักษะหรือวิธีการต่างๆ ให้เท่านั้น แต่จะถ่ายทอด "จิตวิญญาณ" ให้แก่ศิษย์ ศิษย์ที่เก่งและดีจริง จะสามารถสืบทอด "ทุกอย่าง" จากครู ทั้งในเรื่องทักษะ เนื้อหา รูปแบบ และจิตวิญญาณของเรื่องนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ กระบวนการถ่ายทอดของครูและกระบวนการสืบทอดของศิษย์จึงมิใช่การนั่งฟังคำสอนจากครูหากแต่เป็นการเรียนรู้จากชีวิตจริง ปฏิบัติจริงร่วมกับครู ถ้าเป็นด้านศิลปะการแสดงก็หมายถึงการได้ติดสอยห้อยตามครูไปทุกแห่ง โดยเริ่มจากการรับใช้ครู จึงไม่แปลกที่ศิษย์ในอดีตจะตักน้ำ ตำข้าว กวาดบ้าน ถูเรือน และทำงานทุกอย่างที่บ้านครูประหนึ่งเป็น"ลูก" หรือสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวของครู

4. เครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ใหม่ของชุมชน
การรวมกลุ่มเพื่อจัดการทรัพยากร จัดการผลผลิต จัดการทุนของตนเองจำเป็นต้องมีการเรียนรู้ใหม่ การเรียนรู้ภายในชุมชนเท่านั้นไม่เพียงพอ อาศัยผู้รู้ภายนอกหรือจากการไปศึกษาดูงาน จากการประชุมสัมมนา การฝึกงาน และการทดลองปฏิบัติ ให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป รวมทั้งกรณีอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็น "มหาวิทยาลัยชาวบ้าน" ทั้งนั้น
การเรียนรู้โดยองค์กรชุมชนและเครือข่ายเป็นรูปแบบการถ่ายทอดและสืบทอดภูมิปัญญาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดรูปแบบหนึ่งในปัจจุบัน เป็นผู้นำ เป็นผู้รู้ เป็น "ครู" ที่ทำงานร่วมกับองค์กรชุมชน โดยส่วนใหญ่มิได้ก่อตั้ง "สถาบัน" หรือ "สำนัก" แต่ประการใด หากแต่มีบุคคลอื่นมาช่วยดำเนินการจัดตั้งให้
สิ่งที่เหมือนกันใน "ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญา" ทั้ง 4 แบบที่กล่าวมาข้างต้น คือ
1. รูปแบบการถ่ายทอดการเรียนรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติ
2. เป็นการเรียนรู้ "ตัวต่อตัว" เกิดจากความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้ถ่ายทอดและผู้สืบทอด
3. เป็นกระบวนการถ่ายทอดที่มีลักษณะบูรณาการ ทั้งเนื้อหาสาระและจิตวิญญาณ เป็นกระบวนการแบบองค์รวม

ยุทธศาสตร์การดำเนินงานภายในศูนย์ฯ

การดำเนินงานภายในศูนย์การเรียนภูมิปัญญาไทย หากจะให้สัมฤทธิ์ผลควรกำหนดให้มี

1. แผนงาน / โครงการ
2. บทบาทของบุคลากรของศูนย์
3. รูปแบบกิจกรรม
4. การเชื่อมโยงกับองค์กรต่างๆ /การสร้างเครือข่าย

ทั้งนี้เพื่อเอื้อให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน ซึ่งในแต่ละเรื่องนั้นมีรายละเอียดดังนี้

1. แผนงาน/โครงการ

ในการดำเนินงานให้ประสบผลเป็นที่น่าพอใจควรมีแผนงาน/โครงการที่กำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ กิจกรรมการดำเนินงาน ระยะเวลาที่จะดำเนินงานอย่างชัดเจน

2. บทบาทของบุคลากรของศูนย์ฯ

อันได้แก่ ครูภูมิปัญญาไทย ผู้ช่วยครูภูมิปัญญาไทย และคณะทำงานในศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยซึ่งแต่ละบุคคลมีบทบาทหน้าที่ชัดเจน ดังนี้

2.1 ครูภูมิปัญญาไทย คือ บุคคลสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ เป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการใช้ภูมิปัญญาในด้านที่ตนได้ศึกษาค้นคว้า ค้นพบ ทดลองจนประสบความสำเร็จแล้วนำไปเผยแพร่จนเป็นประโยชน์โดยรวมแก่สังคม กระบวนการถ่ายทอดจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้จากชีวิตจริง จากการปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการซึมซับสามารถนำวิชาความรู้ที่ได้รับไปแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง การเรียนรู้เช่นนี้ มิได้เป็นการเรียนรู้เฉพาะเนื้อหาเท่านั้น หากแต่ได้เรียนรู้จิตวิญญาณของครู และพร้อมที่จะเป็นผู้รับการถ่ายทอด นำความรู้ที่ได้รับไปเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์แก่คนในชุมชนต่อไป

 

2.2 ผู้ช่วยครูภูมิปัญญาไทย : การทำงานของครูภูมิปัญญาไทยจะขยายผลกว้างขวาง เมื่อได้ผู้ช่วยที่ไว้ใจทำหน้าที่ช่วยเหลือทั้งเรื่องการประสาน บริหารจัดการให้การดำเนินงานของศูนย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น คุณสมบัติ บทบาท และภารกิจของครูผู้ช่วย ควรประกอบด้วย
  • อ่านและเขียนภาษาไทยได้อย่างดี
  • เป็นผู้ช่วยครูภูมิปัญญาดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ให้ขยายเข้าสู่การศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
  • รวมทั้งประสานความร่วมมือภายในกลุ่มเรียนรู้
  • เป็นผู้ที่มีบทบาทหรือปฏิบัติการอยู่แล้วในชุมชน
  • เป็นผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ ได้รับการยอมรับจากครูภูมิปัญญาไทยและชุมชน สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี
  • สามารถเข้าร่วมในกิจกรรมเรียนรู้ครูภูมิปัญญาไทยได้อย่าง
    ต่อเนื่องจนสามารถสรุปและสะท้อนภาพกิจกรรมการเรียนรู้ของครูภูมิปัญญาไทยได้อย่างครบถ้วน
  • สามารถจัดเก็บและบันทึกข้อมูลได้
2.3 คณะทำงานของศูนย์การเรียน
คณะทำงานจะประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่ายที่จะช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คณะทำงานของศูนย์การเรียนควร :
    • 1. มีความเข้าใจในการทำงานขององค์กรต่างๆ ในชุมชนตามลักษณะงานที่เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยประชาชน (People's Research and Development = PR&D) ซึ่งเป็นการให้ชุมชนสืบค้น เรียนรู้ภูมิปัญญา ค้นหามูลค่าและคุณค่าของทรัพยากรอันเป็น "ทุน" ในชุมชนของตนเอง
    • 2. ใช้ยุทธวิธีคานงัด ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้ในทางที่ดี ซึ่งโดยปกติชุมชนมักจะต้องการความรู้เพิ่มเติมในเรื่อง
      • วิธีการเก็บข้อมูล
      • วิธีประมวลข้อมูล
      • วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
    ซึ่ง 3 ประเด็นดังกล่าว ควรอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินการ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มี ประสิทธิภาพ ซึ่งจะต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลชาวบ้านได้เรียนรู้ ได้ปรับตัว เป็นการสร้างความเชื่อมโยงและความสมดุลย์ของความรู้ทางด้านภูมิปัญญาและความรู้สมัยใหม่ให้กับเยาวชน และซึ่งจะส่งผลดีให้เกิดแก่ชาติบ้านเมืองต่อไป

รูปแบบการจัดกิจกรรม

กิจกรรมนั้นควรมีรูปแบบ ประกอบด้วย :

1. การประสานงานให้สมาชิกนำไปปฏิบัติจริง : โดยกระตุ้นให้สมาชิกได้เรียนรู้ฝึกปฏิบัติสามารถนำไปใช้ได้จริงในการดำเนินชีวิต

2. การมีส่วนร่วม : สนับสนุนให้สมาชิกในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นตลอดจนกระตุ้นให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ประสบผลสำเร็จด้วยดี

3. การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ : จัดเวทีและการศึกษาดูงาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สามารถนำไปใช้พัฒนางานได้

4. การสร้างเครือข่าย : สร้างเครือข่ายในการดำเนินงานโดยการขยายผลการเรียนรู้ไปยังกลุ่มชุมชนอื่นๆ มากขึ้น เพื่อพัฒนาให้คนในชุมชนมีความรู้ ความ เข้าใจ ตระหนัก และเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาด้านนั้นๆ มากขึ้น

5. การติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน : ต้องมีการติดตามและประเมินผลการทำงานของศูนย์เพื่อให้ทราบถึงผลการเรียน และผลการสอน สามารถนำผลที่ได้ไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนางานต่อไป ซึ่งการประเมินนี้ควรจะประเมินจากสภาพจริง โดยวิธีการประเมินผลที่สำคัญ ได้แก่ การสังเกต การบันทึกเหตุการณ์ในการถ่ายทอดหรือการเรียนการสอน การสอบถาม การสัมภาษณ์ การให้ทดลองปฏิบัติ รวมทั้งการรวบรวมข้อมูลจากผลงานของผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดอีกด้วย

การเชื่อมโยงกับองค์กรต่าง ๆ

การดำเนินงานของศูนย์ฯ นั้นจะเป็นผลสำเร็จหากได้ร่วมมือและประสานเชื่อมโยงกับองค์กรต่างๆ ในชุมชนที่จะมาช่วยแปรเปลี่ยนพลังที่มีอยู่ให้เป็นพลังเพื่อการพัฒนาชุมชนได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน กลุ่มองค์กรเหล่านี้ ได้แก่

1. บ้าน วัด องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน ที่มีความเอื้ออาทร ผูกพัน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมรับผลประโยชน์จากกระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิต

2. สภาตำบล ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำชุมชนที่เป็นต้นแบบในการพัฒนาท้องถิ่นมีอำนาจตามกฎหมายและมีงบประมาณในการให้การสนับสนุน

3. หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นแกนนำสำคัญที่มีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ เทคนิค วิชาการ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในเรื่องวัสดุอุปกรณ์แก่ชุมชน กระตุ้นเกิดกระบวนการเรียนรู้และการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ รัฐควรมีบทบาทเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) เพื่อให้เป็นการดำเนินงานโดยชุมชน สนองความต้องการของชุมชนในระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง การดำเนินงานดังกล่าว สามารถแสดงแผ่นภาพระบบการเรียนรู้ได้ดังนี้