|
หญิงไทยลื้อ "ศรีสวลัย คำรังษี โชว์งานเด่น "ดาวล้อม"
|
|
|
ประสบการณ์ทอกว่า 20ปีของผู้หญิงไทยลื้อนาม"สรีสวลัย คำรังษี"วัย 40 เศษ วันนี้เธอได้ผลตอบแทน ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตนเองและวงศ์ตระกูลอย่างมาก นั่นคือได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ(ส.ก.ศ.)ให้เป็นครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 1 ประจำปี 2544 ซึ่งเธอได้ถ่ายทอดวิชา ความรู้ในการทอผ้าให้แก่นักเรียนของ ร.ร. ไทยรัฐวิทยาคม98(บ้านงอบ), ร.ร.ทุ่งช้าง และ ร.ร.ปัว ในโครงการ "อบรมการทอผ้าสู่เยาวชน" การสอนของครูศรีสวลัยนั้น
มีทั้งไปสอนที่ ร.ร. และเด็กๆมาเรียนรู้กันที่บ้านของเธอ ที่บ้านทุ่งสุน
ต. งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ซึ่งมีกี่และมีอุปกรณ์พร้อมสรรพ โดย "อาจารย์
2 ระดับ 7 ของ ร.ร. ไทยรัฐวิทยาคม 98 (บ้านงอบ) เป็นครูผู้ช่วย เริ่มตั้งแต่การสอนวิธีการลงแป้งด้ายการกรอด้ายการต่อด้ายการเก็บปลายด้าย
การเดินด้าย การเข็นหูก (วางหลอดด้าย) การสอดฟันหวี การหวีด้าย ด้วยความเป็นสาวชาวบ้านที่มากด้วยความรูความสามารถ
มีความเป็นกันเอง และมีศิลปะในการถ่ายทอด เด็ก ๆ จึง ชอบเรียนกับเธอ และในช่วงปิดเทอมบางคนก็มาหารายได้พิเศษด้วยการรับจ้างทอผ้าที่บ้านของครูภูมิปัญญาท่านนี้ อย่างที่อาจารย์ศรีแพร่เล่าว่า"ศรีสวลัย
เป็นคนช่างเล่า สอนเก่ง เปรียบเทียบเก่งจนเด็กๆเห็นภาพพจน์ อย่าง อธิบายเรื่องผ้าลายน้ำไหลนี่จะบอกให้คิดถึงแม่น้ำน่านว่าต้องคดเคี้ยวไปมาจะแข็งทื่อๆไม่ได้
สายน้ำไหลต้องพลิ้ว อ่อนช้อยเหมือนสายน้ำน่านจึงจะสวยงาม" ฝีไม้ลายมือในการทอผ้าและการทำคุณประโยชน์ให้กับบ้านเกิด
ของครูศรีสวลัยนั้นเป็นที่ยอมรับทั่วไป เห็นได้จากรางวัล ที่เธอได้รับจากหลายหน่วยงาน
อาทิ ปี 2531 ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำดีเด่นของกรมพัฒนาชุมชน ปี 2535
ได้รับ รางวัลผู้มีผลงานทางวัฒนธรรมดีเด่น จ.น่าน และได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ
1 การประกวดผ้าล้านนาจากสวช.ปี 2537 ได้รางวัลผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จากสภาสตรีแห่งชาติ
ฯลฯ ในตำแหน่งประธานกลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าบ้านทุ่งสนศรีสวลัยได้สร้างงานสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านแถวนั้น
ด้วยการคิด ประดิษฐ์ผ้าทอพื้นเมืองให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้า
ไม่ว่าจะเป็นผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองจาน ผ้าคลุมตู้ ผ้าพันคอ ย่าม หมวก ผ้าซิ่น(ลายน้ำไหล)
โดยนำวัฒนธรรมไทยลื้อมาเผยแพร่ให้ชนรุ่นหลังรู้จัก พร้อมกันนั้น เธอยังเป็นเรี่ยวแรงคนสำคัญในการตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้น
10 กว่ากลุ่ม และยังมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชเพื่อนำมาย้อมสี ธรรมชาติ อาทิ
ต้นเพกา ขมิ้น ครั่งและมะพร้าวไฟ ความใฝ่ฝันของครูศรีสวลัยตอนนี้
เธอบอกว่า"อยากมีพิพิธภัณฑ์ เด็ก นักศึกษาจะได้มาศึกษาต่อ เพื่อจะได้ศึกษา
วัฒนธรรมของท้องถิ่น ตอนนี้หลายอย่างเลือนหายไปบ้างแล้ว อย่างเช่นประเพณีไทยลื้อ
สงกรานต์ รดน้ำดำหัว แต่งกาย ไทยลื้อ การละเล่นพื้นเมืองต่างๆ การเอาข้าวมาใส่ยุ้งฉางเขาจะมีสู่ขวัญข้าว
แล้วจะมีให้วัวควาย สู่ขวัญให้วัวควาย หรือ ถ้าดำนาแล้วข้าวเหลือง ข้าวไม่ดีเขาจะเอาไปทำพิธีให้
เดี๋ยวนี้จะไม่มีเพราะเมื่อก่อนใช้ควาย เดี๋ยวนี้ใช้เหล็กหมดเลย ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ต่อไปจะไม่มีเหลือให้เด็กดู" ครูศรีสวลัยเป็นคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
พยายามคิดค้นลวดลายใหม่เสมอๆอย่างเช่นลาย "ดาวล้อมเดือน" ซึ่งเธอแจงให้ฟังว่า
"เป็นรูปดาว ข้างในจะเป็นเดือนคือจะใหญ่กว่าข้างนอกแล้วจะมีขอบลายซิกแซ็กๆเป็นลายดาวล้อมเดือน
เราไปจดลิขสิทธิ์แล้ว แต่ยังไม่อนุมัติ เมื่อก่อนที่ขายดีก็มีลายดวงตะวัน
ตะวันฉายแสง น้ำไหลตกดอย และน้ำไหลสายน้ำน่าน ช่วงนี้ ที่ขายดีก็จะมีดาวล้อมเดือนกับสายน้ำน่าน
รวมทั้งลายใหม่ แต่คำพูดจะหยาบไปที่มีสีขาวๆเราเรียกว่า "ลายเขี้ยวหมา"
จะใส่สีขาวลงไปเราเลยเรียกว่าเขี้ยวหมา เราคิดกันเอง ไม่ได้ถามคนอื่น" เชื่อว่าอีกไม่นาน จ.น่าน คงมีพิพิธภัณฑ์ผ้า ซึ่งที่นั้นจะทำให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นได้สัมผัสผ้าลวดลายต่างๆ และแน่นอนส่วนหนึ่ง เป็นผ้าที่ครูศรีสวลัยสะสมไว้เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้วัฒนธรรมของชนเผ่า "ไทยลื้อ" อ้างอิง
: มติชน 23 ก.ค.45
|