ครูภูมิปัญญาไทย
เปิดหลักสูตร (ไม่) ลับรักษาโรคร้าย

เดี๋ยวนี้ผู้คนหันมาให้ความสนใจการแพทย์แผนไทยมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขเองก็มีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรง ทำให้ศาสตร์ด้านนี้ได้รับการยอมรับในวงกว้าง หลายรายป่วยโรคร้ายรักษาด้วยแพทย์แผนใหม่จนไม่มีความหวัง นอนรอความตาย แต่พอมารักษาควบคู่ไปกับแพทย์แผนไทยอาการป่วยก็มีอาการดีขึ้น ระยะเวลาอยู่ดูโลกที่หมอสมัยใหม่กำหนดไว้ก็ยึดยาวออกไป

ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้ที่ยึดอาชีพแพทย์แผนไทยมีที่ยืนในสังคมไทยได้อย่างสง่างาม และพร้อมจะเผยแพร่วิชาความรู้ด้านนี้สู่สาธารณะ

"นิยม แก้วแสงเรือง" ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 2 ปี 2545 ด้านการแพทย์แผนไทย ซึ่งเปิดร้านขายยาอยู่ที่จ.ยะลา และเป็นวิทยากรบรรยายความรู้ด้านนี้ให้แก่นักศึกษาจากหลายสถาบัน เป็นผู้หนึ่งที่ทำให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานรับรู้และเห็นความสำคัญ เห็นประโยชน์ของสมุนไพรไทย

ด้วยความที่ "นิยม" คุ้นเคยกับเรื่องนี้มาแต่กำเนิดเพราะบิดาเป็นหมอพื้นบ้าน ขณะที่มารดาเป็นหมอตำแย เวลาที่พ่อแม่ไปรักษาคนไข้ที่ไหนก็จะกระเตงลูกชายคนนี้ไปด้วยเสมอ และที่บ้านก็เป็นร้านขายยาพื้นบ้านด้วย

เขาย้อนอดีตให้ฟังว่า "คุณพ่อจะสั่งสอนมาโดยที่ผมไม่รู้ตัว พอโตขึ้นมาหน่อยท่านจะพาออกไปหาสมุนไพรในป่า เข้าไปเห็นธรรมชาติ ต้นไม้ รวมถึงหาผลไม้กิน ในป่าจะมีของเล่นมากมาย เถาวัลย์ก็นำมาเล่นแทนชิงช้า

ในขณะที่คุณพ่อตัดเถาวัลย์มาทำเป็นของเล่นให้ผม ท่านจะสอนไปด้วยว่า เถาวัลย์นี้มีประโยชน์อย่างไร ใช้รักษาโรคอะไรบ้าง เป็นอย่างนี้ทุกวัน จนผมซึมซับและจำได้เองว่าต้นไม้แต่ละชนิดมีชื่อเรียกอย่างไร"

เป็นวิธีการเรียนรู้แบบไม่รู้ตัวของครอบครัวนี้ ซึ่งหมอนิยมที่ใคร ๆ เรียกบอกว่า คุณพ่อรู้ว่าการชักชวนไปป่าแต่ละครั้งต้องมีการโน้มน้าวก่อน บางครั้งบอกจะพาไปหาไข่มดแดงเพื่อจะนำมาเป็นอาหารเย็น พร้อมจะบอกด้วยว่าไข่มดแดงมีประโยชน์ใช้เป็นตัวยารักษาได้ดี เหมือนอย่างกับตัวยาที่เกี่ยวกับฮอร์โมนพร่องของสตรี แต่ไม่ได้พูดไว้ว่าใช้รักษาฮอร์โมนพร่องของสตรีเพียงแต่บอกว่าหญิงวัยคนควรจะกินไข่มดแดง เพราะมีรสเปรี้ยวที่เป็นตัวสารช่วยเคลือบโลหิต พอมาดูในปัจจุบัน ไข่มดแดงประกอบด้วยฮอร์โมนทั้งของเพศหญิงและเพศชายอยู่ในตัวเดียวกัน

นอกจากจะไปป่าหาสมุนไพรกับคุณพ่อแล้ว หมอนิยมยังตามคุณแม่ไปทำคลอดไป ช่วงแรก ๆ จะคอยช่วยหยิบนั่นหยิบนี่ให้ พอโตขึ้นมาก็ต้มน้ำ หาฟืน ก่อไฟให้คนทำคลอด ซึ่งสมัยนั้นน้ำร้อนมีส่วนสำคัญมากในการทำคลอด เพราะใช้เป็นตัวฆ่าเชื้อเวลาตัดสายสะดือ หรือชำระล้างสิ่งสกปรก แต่คนสมัยก่อนไม่ทราบว่านี่คือตัวยาฆ่าเชื้อ เพียงแต่รู้ว่าเวลาจะตัดสายสะดือต้องเอามีดหรอไม้ไปลนไฟผ่านความร้อนก่อนเพื่อไม่ให้เกิดบาดทะยัก

ในฐานะที่หมอนิยมมีความรู้และเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรมาก จนได้รับการยกย่องจากหน่วยงานให้เป็นวิทยากรบรรยายให้นักเรียนนักศึกษาฟัง ทั้งของกรมการการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข และหมอนิยมยังได้ขยายความรู้เรื่องการแพทย์แผนไทย ด้วยการจัดตั้งเป็นชมรมสมาคมต่าง ๆ อาทิ สมาคมแพย์แผนไทยไอ.เอ็ม.ที สมาคมแพทย์แผนโบราณจ.ยะลา สมาคมแพทย์แผนไทยจ.ปัตตานี ชมรมแพทย์แผนไทยจ.นราธิวาส และชมรมแพทย์แผนไทยเมืองรามัน
"ผมได้ไปเป็นวิทยากรให้กับสถาบันต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และที่บ้านก็ได้เปิดกิจการร้านขายยาแผนโบราณด้วย ซึ่งได้รับความสนใจจากพี่น้องชาวยะลาเป็นอย่างดี เพราะบางครั้งลูกค้าที่มาไม่ต้องซื้อยากลับไป แต่ผมจะบอกให้ไปหาสมันไพรรักษาได้เอง ร้านขายยานี้เปิดมากกว่า 20 ปีแล้ว และสร้างรายได้หลักให้กับครอบครัวของผมด้วย ทางร้านจะไม่ได้ผลิตยาขาย แต่จะรักษาคนไข้และให้ยาไปตามโรค ที่ผลิตมียาอมเพื่อให้การศึกษากับนักศึกษาถึงกระบวนการผลิตยาเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ใช้เครื่องมือมากมายนัก นักศึกษาสามารถจะทำเองได้

นอกจากนี้ผมทำอยู่ คือไปให้ความรู้กับชุมชนและชาวบ้าน ซึ่งผมทำมาตั้งแต่ยังไม่มีการก่อตั้งสถาบันแพทย์แผนไทย การให้ความรู้เพื่อต้องการให้ชาวบ้านช่วยเหลือตนเองเบื้องต้นได้ เพราะสมุนไพรที่อยู่รอบตัวเรานี่สามารถดูแลสุขภาพตัวเราได้ เพียงแต่ระยะหลังมานี้เราเคยชินที่จะต้องไปรักษาจากหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราได้ลงไปให้ความรู้ตรงนี้น่าจะช่วยให้ชาวบ้านช่วยเหลือตนเองและสังคมได้ในระดับหนึ่ง

อย่างวันนั้นผมไปเจอคนหนึ่งเกิดอาการท้องร่วงอย่างแรง ถ่ายออกมาเป็นน้ำสีขาว ที่สมัยก่อนเรียกว่า "ลมบ่วง" หรือโรคอหิวาตกโรคนั่นเอง ผมก็ให้เขาต้มน้ำร้อนมาประคบ แล้วไปหาสมุนไพรในท้องถิ่นแถวนั้นมารักษา ก็ใช้ "ลูกละมุดสีดา" หรือ "ลูกสวา" นำมาล้างให้สะอาดจากนั้นไปบดจนละเอียดแล้วนำมาผสมกับน้ำปูนใส ใช้ดื่มประมาณ 2 ข้อมือ อาการถ่ายจนหมดเรี่ยวแรงก็หยุดทันที เพราะว่าละมุดสีดานั้นมีรสฝาดช่วยแก้อาการท้องร่วง ส่วนน้ำปูนใสเป็นด่างสามารถช่วยเคลือบลำไส้ได้"

ร้านขายยาของหมอนิยมเป็นร้านเล็ก ๆ ไม่ได้ใหญ่โตอะไร วันหนึ่ง ๆ มีคนไข้มาหา 3-4 ราย บางรายหมอนิยมไม่ได้คิดค่ารักษา แต่แนะนำให้ไปหาสมุนไพรที่เป็นตัวยารักษาเอง โรคที่คนไข้มาให้รักษาที่อาการหนักก็มี อย่างเช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน หรืออัมพาต ซึ่งหมอนิยมบอกว่า จะแนะนำเรื่องการกินอาหารที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญของโรคเบาหวานที่ต้องมีการควบคุม หรือกับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารทะเลที่ให้โปรตีนสูงและจะไปช่วยเพิ่มพลังให้เชื้อมะเร็ง เช่น ห้ามกินหน่อไม้ หรือมะเขือ

โรคที่คนไข้เข้ามารักษามากที่สุดเป็นโรคที่โรงพยาบาลไม่รับรักษาแล้ว เช่น อัมพฤกษ์ จะแนะให้ออกกำลังกายและกินยาแผนไทยด้วย เพื่อที่ยาจะได้เข้าไปฟื้นกล้ามเนื้อ ให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น ให้กล้ามเนื้อมีพลังขึ้น ได้แก่ ยาพวกเบญจคุณ ยาธาตุ คนโบราณเรียกว่า โรคลมจอมประสาทจับ เพราะไม่รู้ว่าเส้นโลหิตแตกเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ยังต้องใช้เภสัชบำบัดด้วย คนสมัยก่อนใช้สมุนไพรเป็นตัวยาต้านมะเร็ง แม้จะไม่รู้จักชื่อต้นไม้ แต่เขาจะบอกให้เราดูที่สีของต้นไม้ ถ้าต้นไม้ที่มีลักษณะสีออกเป็นเลือดหมู สีแดง หรือออกเป็นสีคล้ำ จะเป็นตัวยาต้านมะเร็ง ที่แนะนำให้คนไข้กินคือพวก มะเขือเทศ แครอท ซึ่งแครอทและหัวไชเท้ามีสรรพคุณแตกต่างกัน แต่บางคนไม่เข้าใจนำหัวไชเท้าไปใช้แทน หัวไชเท้าจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับตัวยาที่ทานเข้าไป ทำให้ฤทธิ์ยาอ่อนกำลังลง แต่สำหรับคนที่มีอาการเมาเห็ดหรือทานยาผิด การคั้นน้ำหัวไชเท้าไปดื่มจะช่วยให้อาการดีขึ้น ทำให้พิษอ่อนกำลังลง

ว่านขนไก่ ก็เป็นตัวยาต้านมะเร็งที่ดี ปัจจุบันมีการนำมาทำชาดื่มแก้มะเร็งกล่องเสียงและทางเดินอาหาร ซึ่งจะมีการนำใบเตยหอมใส่เข้าไปเพื่อเพิ่มรสชาติและช่วยบำรุงหัวใจด้วย ทานได้ทั้งสดและแห้ง

ยาไทยที่ใช้รักษามะเร็งก็มีหลายชนิด เป็นยาไทยตำรับที่ส่วนใหญ่จะใช้ประเภทยาขับน้ำเหลือง ขับปัสสาวะ เพราะตัวมะเร็งนี้จะไม่ออกมาทางอุจจาระ แต่จะขับออกมาทางเหงื่อ การรักษาต่อมน้ำเหลืองให้ดีขึ้น มะเร็งก็จะเบาลง
สำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาว หญ้าปักกิ่งและรากหญ้าคา ทั่วไปเป็นตัวยาที่รักษาได้ดีมาก ๆ โดยเฉพาะรากหญ้าคาเป็นตัวยาขับปัสสาวะและไปล้างไตได้ดี เพราะมะเร็งจะมีเชื้อและสารตกค้างอยู่ในไต จนไม่สามารถกรองของเสียได้ ถ้าเป็นโรคเบาหวาน จะดูพื้นเพของคนไข้ว่าอยู่ในภูมิอากาศอย่างไร บางทีให้ใช้ใบไม้อินทนิลบ้าง กาฝากมะม่วงบ้าง ใช้พวกกระเจี๊ยบแดงต้มใส่น้ำตาลไม่ได้ เบาหวานไม่ใช่ลักษณะของโรคแต่เป็นอาการที่ถ่ายทอดทางสายพันธุกรรม

นอกจากหมอนิยมจะสอนตำรับยาไทยสูตรต่าง ๆ แล้ว ยังสอนนวดแผนโบราณด้วย แม้ว่าสังคมไทยจะให้การยอมรับการแพทย์แผนไทยมากขึ้น แต่วงการนี้ก็เหมือนวงการทั่วไป คือมีทั้งคนดีและไม่ดี อย่างที่หมอนิยมแจกแจง "ปัจจุบันแพทย์แผนไทยมีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่ม คือหนึ่ง กลุ่มที่เป็นแพทย์แผนไทยจริง ๆ ได้รับการถ่ายทอดจากครูอาจารย์โดยตรง พวกนี้จะมีจริยธรรมและจรรยาบรรณทางแพทย์ กลุ่มที่สองคือ พวกรู้บ้างไม่รู้บ้างพวกนี้จะทำเป็นธุรกิจ โดยการนำตำรามาศึกษาและปรุงยาขายตามตำราที่หาซื้อมา ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายได้ เพราะสมุนไพรบางชนิดก็มีโทษหากใช้ในประมาณที่ไม่เหมาะสมและไม่ตรงกับโรคที่รักษา"

สำหรับกระแสความสนใจในเรื่องของสมุนไพรนั้น ปรากฏว่าเด็กรุ่นใหม่ให้ความสนใจมาเรียนหมอนิยมเป็นอย่างมาก คนสูงอายุตามมาเป็นอันดับ 2 และที่สนใจน้อยที่สุดเป็นคนรุ่นวัยกลางคน สาเหตุที่ผู้สูงอายุมาร่ำเรียนนั้น บางคนเป็นหมอพื้นบ้านอยู่แล้ว แต่ไม่รู้แนวปฏิบัติ พอมาศึกษากับหมอนิยมก็เปลี่ยนพฤติกรรม เช่น บางคนมีค่านิยมผิด ๆ ว่าสมุนไพรที่ไปถอนมาจากป่าสามารถนำมาใช้ต้องผ่านกระบวนการทำความสะอาดเสียก่อน เหมือนกับสัตว์ วัตถุ หรือธาตุวัตถุ ที่ต้องนำมาผ่านความร้อนเสียก่อน เช่น เบี้ยจักจั่น เป็นเปลือกหอยที่ต้องนำมาเผาไฟแล้วไปใส่ในน้ำมะนาว ช่วยขับก้อนนิ่วได้เป็นอย่างดี

อีกไม่นานวงการแพทย์แผนไทยบ้านเราจะมีตำรายาเหล่านี้ เพราะหมดนิยมกำลังเขียนเป็นเอกสารไว้เผยแพร่ และเพื่อให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานศึกษาต่อไป


ผู้เขียน ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน คอลัมน์เปิดโลกการศึกษา
ฉบับวันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม 2546