|
ราชาซอแห่งล้านนา "พ่อคำผาย นุปิง" ซาบซึ้งพระเทพฯ
|
|
|
"จะยกมือไหว้จะไป่มือสา ประวัติบ้านหัวนา เน้อเจ้า อาชิผชุมชน น นเล้า ทำนาปูกข้าว เลี้ยงงัวเลี้ยงควาย เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ไว้กินไว้ขาย มีเจ้ามีนาย ในจอง ในบ้าน ครูบาอาจารย์ เป็นคนใจกว้าง สั่งลูกสอนหลาน บอเกียรติ บอค้าร" อ่านข้อความข้างต้นนี้แล้ว
ถ้าเป็นคนเหนือหรือใครที่เคยฟังการขับซอมาบ้างแล้วย่อมจะไม่แปลกใจ เพราะนี้เป็นบทหนึ่งของการขับซอในหัวข้อ
"อาชีชุมชนในท้องถิ่น" ซึ่งเด็กนักเรียน โรงเรียนหัวนา จ. น่าน
ได้เรียนรู้จาก พ่อคำผาย นุปิง ครูภูมิปัญญาไทย ด้านภาษาและวรรณกรรม (การขับซอ)รุ่นที่
1 ประจำปี 2544 ของสำนักคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ และยังได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ
สาขาศิลปะการแสดง(การแสดงพื้นบ้าน-ขับซอ) ปี2538 จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พ่อคำผายได้ชื่อว่าเป็นศิลปินซอที่มีชื่อเสียงของภาคเหนือ
มีความเชี่ยวชาญในด้านการขับซอ สามารถเขียนบทซอที่มีสำนวนภาษาอันไพเราะ
สละสลวย เต็มไปด้วยคุณค่าด้านวรรณศิลป์ เป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบทางกวี ขับซอหน้าเวทีได้ในฉับพลันทันที
จนเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม นอกจากนี้ยังเป็นผู้ริ่เริ่มให้ยืนฟ้อนเพื่อให้ผู้ชมได้เห็นความงามและสนุกสนานเร้าใจ
"ฟ้อนแง้น" อันมีชื่อเสียง นอกจากนี้ยังได้ใช้การขับซอเผยแพร่แนวคิดในการพัฒนาสังคม
และเผยแพร่คำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา เป็นการสอนธรรมะในขณะที่ได้รับความบันเทิงไปพร้อมกัน พ่อคำผายเรียนรู้การขับซอมาตั้งแต่อายุ
13 ปี โดยฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของ "พ่อครูไชยลังกา เครือเสน" ช่างซอผู้มีความสามารถของเมืองน่าน
ฉะนั้น ถ้าจะบอกว่า "ซอ" อยู่ในสายเลือดของท่านก็ไม่ผิดนักอย่างที่เจ้าตัวพูด
"ทุกคราวที่ขับซอจะไม่รู้สึกเหนื่อย ซอได้ทั้งคืนยันรุ่ง เสียงไม่มีตก
มีความสุขไปทั้งเนื้อทั้งตัว" พออายุ 20
ปี พ่อคำผายก็ออกมาตั้งวงซอของตัวเองในนาม "วงคำผาย" ประกอบอาชีพช่างซอเรื่อยมาสลับกับทำนาและเลี้ยงสัตว์
ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานจนสามารถออกไปตั้งวงขับซอกันหลายวง "จับซอมาตั่งแต่อายุ
13 เดี๋ยวนี้ 78 ชอบวอชอบดนตรีพื้นบ้าน บ่มีใครเล่น ชอบมันเพราะชอบแล้วก็สอน
สอนไปเรื่อยๆ ไม่ได้หวังอิหยังสอนเขาสืบสาน พ่อก็สืบสานมาแต่พวกพ่อครูไชยลังกา
เครือเสน เขาอยู่ในจังหวัดน่าน ทีนี้เขาเอาไปเป็นลูกศิษย์ เขาก็สอน ไปอยู่กับเขาได้
10 กว่าปีก็ออกมาตั้งวงเอง" พ่อคำผายเล่าเรื่องราวในอดีตด้วยสายตาเปี่ยมสุขเมื่อพูดถึงครูบาอาจารย์ที่ประสาทวิชาให้ ที่ผ่านมาเสียงขับซอของพ่อคำผายนั้นใช่จะมีแต่ความบันเทิงเท่านั้น
ยังเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าช่วยแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองด้วย โดยเมื่อปี
2511 ได้ร่วมปฏิบัติงานกับราชการด้านจิตวิทยานำคณะออกตามหมู่บ้านต่างๆ
เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ภาคเหนือ อาทิ ลำพูน แพร่และน่าน อย่างที่บอก
พ่อคำผายนั้นมีเลือดศิลปินเต็มตัวและคิดค้นอะไรๆอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการฟ้อนแง้นมาประกอบการร้องซอแล้วยังพยายามทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจความเป็นพื้นเมืองของล้านนา
โดยเมื่อขับซอเสร็จก็จะมีเพลงลูกทุ่งสอดแทรกเพื่อให้ผู้ชมได้สนุกสนานในอีกรูปแบบหนึ่ง
และเลือกช่างซอทั้งผู้ร้องและนักดนตรีที่เป็นวัยรุ่นหน้าตาดี ด้วยเสียงขับซอทั่มีมนต์ขลังของพ่อคำผายจึงได้ขับซอต่อหน้าพระที่นั่งของ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีหลายครั้ง และแต่ละครั้งที่เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระเทพฯจะรับสั่งถามเรื่องนู้นเรื่องนี้เสมอ
เช่นรับสั่งถามว่า ได้ฝึกลูกศิษย์ลูกหาเยอะไหม ให้รักษาสุขภาพด้วย ยังความปราบปลื้มให้แก่พ่อคำผายเป็นอย่างมาก
กระทั่งหลายคนที่เข้าเฝ้าฯยังกระเซ้าพ่อคำผายว่า "ชาติหน้าขอเป็นแบบพ่อคำผายบ้าง
เพราะเป็นคนที่สมเด็จพระเทพฯหยุดพระดำเนินและรับสั่งด้วย ขณะที่คนอื่นเข้าเฝ้าฯมาหลายวันยังไม่เคยรับสั่งด้วยเลย" ชื่อเสียงของพ่อคำผายนั้นเป็นที่รู้จักกันดีซอวงคำผายจึงเป็นวงมีชื่อเสียงใครๆก็อยากให้ไปขับในงานซึ่งมีทั้งงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานบวช งานสงกรานต์รดน้ำดำหัวและงานบุญงานมงคลต่างๆ แต่ถ้าวงของพ่อคำผายไม่ว่างหากรู้ว่าวงนี้เป็นลูกศิษย์ก็จะได้รับการยอมรับไปด้วย "เด็กรุ่นใหม่" ไม่รู้ศัพท์พื้นเมือง "ประจักษ์ กาวี " หัวหน้าวงคณะซอแสงหิ้งห้อย จ.น่าน นอกจากจะเป็นศิษย์ใกล้ชิดของ พ้อคำผาย แล้ว ยังรับหน้าที่เป็นครูผู้ช่วยครูภูมิปัญญาด้วยเป็นคนรู้เรื่องซอล่องน่านและมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์วันธรรมพื้นบ้าน ทั้งได้จัดทำเอกสาร "ซอ" เพื่อให้เห็นวิวัฒนาการของซอตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
มีอยู่สองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกคือกลุ่มที่เข้ามาโดยการบังคับ
เอาเกรดให้ผ่าน กลุ่มสองเป็นกลุ่มตั้งใจจริงๆในส่วนเด็กประถมศึกษาเราสามารถสอนได้พูดได้
แต่ถ้าเป็นวัยรุ่นแล้วเขาจะเรียนแค่เอาเกรดเท่านั้น และอิทธิพลของตะวันออกของอารยธรรมอะไรต่างๆ
ที่เข้ามาชนะใจเขามากเหลือเกิน โดยเฉพาะศิลปินดนตรีสมัยปัจจุบัน เขาจึงลืมคำว่าซอไป
แต่เราก็พยายามต่อสู้ อย่างน้อยร้อยคนขอให้ได้สักคนสองคน เราก็ภูมิใจว่ามีทายาทแล้ว
28 วง อัตราค่าจ้างงานบวชที่เมืองน่านคืนกะวันหนึ่ง
2,500-3,000 บาทซึ่งถูกมาก จ.เชียงใหม่เขาได้สองหมื่นสามหมื่น แต่น่านของเราเพียงแค่
2,000บาท ถึง 2,500 บาท งานบวช งานกฐิน งานผ้าป่า งานขันโตก งานขึ้นบ้านใหม่
งานทำบุญร้อยวัน ส่วนมากแล้ววงที่ซอจะไม่ค่อยมีมาตรฐาน เพราะว่าช่างซอไม่ค่อยหาความรู้ส่วนตัว
โดยเฉพาะเหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบันช่างซอยังขาดตรงนี้แหละ ที่ขาดมามากคือ
ช่างซอของเราขาดเกี่ยวกับเรื่องของการถ่ายทอด วิธีการถ่ายทอดให้ลูกศิษย์
ส่วนมากเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับหนึ่งเลย
เพราะว่าน่านเป็นเมืองบริสุทธ์ ซอดวงวันเกิด สามเกี่ยวกับเกี้ยวพาราสีกัน
จะต้องมีความรู้
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ มีเชาว์ไวไหวพริบและมีความสนใจที่สำคัญที่สุดจะต้องรู้ศัพท์
ภาษาพื้นเมืองให้ได้มากๆ เพราะมันเป็นการด้น ต้องสัมผัสนอกสัมผัสใน สัมผัสวรรคอีก
เหมือนเราแต่งกลอนแปด ถ้าไม่มีการสัมผัสนอกสัมผัสในสัมผัสวรรค การฟังก็ไม่สละสลวย
ไม่มีอรรถรส
อ้างอิง : มติชน 23 กันยายน 2545 |