๑.
ความเป็นมา
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
ได้ดำเนินงานโครงการส่งเสริมสนับสนุนให้ครูภูมิปัญญาไทย ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้
เพื่อสนองตอบเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๕ ในเรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมภูมิปัญญา
ศิลปะ และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและชาติ ในการจัดการศึกษา
การสรรหาและคัดเลือกครูภูมิปัญญาไทยตามโครงการดังกล่าวข้างต้น
ได้ดำเนินการมาแล้ว ๓ รุ่น มีครูภูมิปัญญาไทยที่ได้รับการยกย่องแล้ว รวม
๑๓๑ คน จากทุกภูมิภาคของประเทศ การสรรหาและคัดเลือกครูภูมิปัญญาไทยในครั้งนี้
เป็นรุ่นที่ ๔ โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางในการสรรหาและคัดเลือกอย่างเป็นระบบ
๒.
ความหมายและขอบข่าย
- ความหมาย
- ภูมิปัญญาไทย หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถและทักษะของคนไทยอันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้
เลือกสรร ปรุงแต่ง พัฒนา และถ่ายทอดสืบต่อกันมา เพื่อใช้แก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับยุคสมัย
- ครูภูมิปัญญาไทย หมายถึง บุคคลผู้ทรงภูมิทรงภูมิปัญญาด้านหนึ่งด้านใดเป็นผู้สร้างสรรค์และสืบสานภูมิปัญญาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับในสังคม
และชุมชน เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาในการจัดการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียน
นอกระบบโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย ตามนัยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๕
-
ขอบข่าย
ขอบข่ายของภูมิปัญญาไทย ซึ่งกำหนดไว้มี ๙ ด้าน ดังนี้
๑.
ด้านเกษตรกรรม ได้แก่ ความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะและเทคนิคด้านการเกษตรกับเทคโนโลยี
โดยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณค่าดั้งเดิม ซึ่งคนสามารถพึ่งพาตนเองในสภาวการณ์ต่าง
ๆ ได้ เช่น การทำการเกษตรแบบผสมผสาน การแก้ปัญหาการเกษตรด้านการตลาด
การแก้ปัญหาด้านการผลิต และการรู้จักปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการเกษตร
เป็นต้น
๒.
ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ได้แก่ การรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรรูปผลผลิตเพื่อการบริโภคอย่างปลอดภัย
ประหยัด และเป็นธรรม อันเป็นขบวนการให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้
ตลอดทั้งการผลิตและการจำหน่ายผลผลิตทางหัตถกรรม เช่น การรวมกลุ่มของกลุ่มโรงงานยางพารา
กลุ่มโรงสี กลุ่มหัตถกรรม เป็นต้น
๓.
ด้านการแพทย์แผนไทย ได้แก่ ความสามารถในการจัดการป้องกันและรักษา
สุขภาพของคนในชุมชน โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านสุขภาพและอนามัยได้
เช่น ยาจากสมุนไพรอันมีอยู่หลากหลาย การนวดแผนโบราณ การดูแลและรักษาสุขภาพแบบพื้นบ้าน
เป็นต้น
๔.ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้แก่ ความสามารถ เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทั้งการอนุรักษ์ การพัฒนา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
เช่น การบวชป่า การสืบชะตาแม่น้ำ การทำแนวปะการังเทียม การอนุรักษ์ป่าชายเลน
การจัดการป่าต้นน้ำและป่าชุมชน เป็นต้น
๕.ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน
ได้แก่ ความสามารถในด้านการสะสมและบริหารกองทุนและสวัสดิการชุมชน ทั้งที่เป็นเงินตราและโภคทรัพย์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในกลุ่ม
เช่น การจัดการกองทุนของชุมชนในรูปของสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมถึงความสามารถในการจัดสวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวิตของคนให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
สังคม และวัฒนธรรม โดยการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของชุมชน
และการจัดระบบสวัสดิการบริการชุมชน
๖.ด้านศิลปกรรม
ได้แก่ ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะสาขาต่าง ๆ เช่น จิตรกรรม
ประติมากรรม นาฏศิลป์ ดนตรี ทัศนศิลป์ คีตศิลป์ การละเล่นพื้นบ้าน และนันทนาการ
เป็นต้น
๗.ด้านภาษาและวรรณกรรม
ได้แก่ ความสามารถในการอนุรักษ์และสร้างสรรค์ผลงานด้านภาษาคือภาษาถิ่นภาษาไทยในภูมิภาคต่างๆ
รวมถึงด้านวรรณกรรมท้องถิ่นและการจัดทำสารานุกรมภาษาถิ่น การปริวรรตหนังสือโบราณ
การฟื้นฟูการเรียนการสอนภาษาถิ่นของท้องถิ่นต่าง ๆ
๘.ด้านปรัชญา
ศาสนา และประเพณี ได้แก่ ความสามารถประยุกต์ และปรับใช้หลักธรรม
คำสอนทางศาสนา ปรัชญาความเชื่อและประเพณีที่มีคุณค่าให้เหมาะสมต่อบริบททางเศรษฐกิจ
สังคม เช่น การถ่ายทอดวรรณกรรม คำสอน การบวชป่า การประยุกต์ประเพณีบุญประทายข้าว
เป็นต้น
๙.ด้านโภชนาการ
ได้แก่ ความสามารถในการเลือกสรร ประดิษฐ์และปรุงแต่งอาหารและยาได้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายในสภาวการณ์ต่าง
ๆ ตลอดจนผลิต เป็นสินค้าและบริการส่งออกที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมาก
รวมถึงการขยายคุณค่าเพิ่มของทรัพยากรด้วย
๓.
คุณสมบัติของผู้ทรงภูมิปัญญาที่เสนอชื่อเพื่อยกย่องเป็นครูภูมิปัญญาไทย
๓.๑
ต้องมีสัญชาติไทย
๓.๒ เป็นบุคคลที่มีคุณธรรม จริยธรรม และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม
๓.๓ มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตามขอบข่ายของครูภูมิปัญญาไทย
๓.๔ มีประสบการณ์ในการถ่ายทอดความรู้และความเชี่ยวชาญในภูมิปัญญาด้านนั้นๆ
ไม่น้อยกว่า ๕ ปี
๓.๕ มีผลงานเป็นที่ยอมรับในสังคม
๓.๖ ไม่เคยได้รับการคัดเลือกเป็น
|