|
มหาวิทยาลัยชาวบ้าน ๔ ภาค
|
|
มีผู้ทรงภูมิปัญญาหลายท่าน
ได้จัดตั้งสถาบันการเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเอง ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เอื้อต่อคนในชุมชน
โดยเฉพาะภาคใต้ ได้ริเริ่มมีการก่อตั้งมหาวิทยาชาวบ้านขึ้นหลายแห่ง บ้างก็เรียกว่ามหาวิทยาลัยชีวิต
มหาวิทยาลัยธรรมชาติ หรือมหาวิทยาชัยของชุมชน เป็นลักษณะของศูนย์การเรียนชุมชน
ดำเนินการบริหารการเรียนรู้และการถ่ายทอดโดยชาวบ้านด้วยกันเอง โดยไม่เน้นสถานที่
มหาวิทยาลัยเหล่านี้ถ่ายทอดความรู้ที่เป็นจุดแข็งภายในชุมชนและข้ามถิ่นไปยังชุมชนอื่น
ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยชาวบ้านเกิดขึ้นจากรูปธรรมความเป็นจริง ที่มีการเรียนรู้กันในชุมชนและหมุนเวียนกันไปเป็นวิทยากรตามชุมชนต่าง
ๆ แล้วจึงคิดสร้างหาสถานที่มารองรับ ดังเช่น มหาวิทยาลัยชาวบ้านของกลุ่มออมทรัพย์คลองเปียะ
อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช
ซึ่งมีผู้นำชุมชนทั้ง ๒ ท่าน เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องเป็นครูภูมิปัญญาไทยรุ่นที่
๑ ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา คือ ครูอัมพร
ด้วงปาน และครูประยงค์ รณรงค์ ซึ่งครูอัมพรได้รับการยกย่องเป็นอธิการมหาวิทยาลัยชาวบ้านของกลุ่มออมทรัพย์คลองเปียะดังกล่าว
ซึ่งผิดกับมหาวิทยาลัยในระบบ ซึ่งต้องสร้างอาคารสถานที่เป็นที่เรียบร้อย
แล้ว จึงหาผู้เรียน การเคลื่อนไหวต่าง
ๆ ในชุมชนทีผ่านมาก่อนปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ทำให้เกิดมหาวิทยาลัยชาวบ้านหรือ ศูนย์เรียนรู้ชุมชน
แต่เพื่อให้ประสบผลสำเร็จ จนกลายเป็นพลังของแผ่นดิน ภายในเดือนตุลาคม พ.ศ.
๒๕๔๐ สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม ได้ทำให้มีการรวมตัวของชาวบ้านและยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยชาวบ้าน
(มหาวิทยาลัยธรรมชาติ) ทั้งมหาวิทยาลัยชาวบ้านภาคใต้หรือภาคอื่น ๆ ที่มีอยู่เดิม
ก็จะได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายซึ่งกันและกัน ซึ่งเดิมได้เชื่อมโยงอยู่แล้ว
ให้มีความเชื่อมโยงมากยิ่งขึ้น หรือสร้างความชัดเจนในเรื่องภารกิจ องค์ความรู้
กระบวนการถ่ายทอด ความร่วมมือของชุมชน ฯ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการประชุมจากสำนักงานกองทุนเพื่อสังคม
(Social Fund Office หรือที่เรียกชื่อย่อว่า SIF) โดยมีระยะเวลาในการดำเนินงาน
๔๘ เดือน คือ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๔๑ สิ้นสุดเดือนตุลาคม ๒๕๔๕ นายอเนก
นาคะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนเพื่อสังคม กล่าวว่า ขณะนี้ชุมชนเริ่มค้นหาตนเอง
และสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และมี แผนชุมชน เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินงาน
ทำให้แต่ละชุมชนเกิดศูนย์เรียนรู้ และถ่ายทอดความรู้ไปสู่ชุมชนต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการและรูปแบบที่เป็นทางการ
เป็นแนวทางหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา และเป็นกระบวนการวางแผนชุมชนซึ่งหน่วยงานของรัฐก็คาดไม่ถึง
เป็นการสร้างกองกำลังที่เต็มไปด้วยคนที่มีปัญญา ซึ่งสังคมต้องมีหน้าที่ในการร้อยผู้คนเหล่านี้เข้าด้วยกัน
เพื่อผนึกเป็นกำลังสำคัญในการรับใช้แผ่นดิน ร่วมมือกันแก้ปัญหาวิกฤตในแผ่นดิน
นอกเหนือจากงบประมาณในชุมชน ซึ่งมีอย่างเหลือเฟือ แต่ยังขาดยุทธศาสตร์การใช้สื่อในการเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ขยายเป็นวงกว้างยิ่งขึ้น
ในฐานะที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมการรวมตัวของมหาวิทยาลัยชาวบ้านในแต่ละภาค
จึงขอนำเสนอประเด็นที่สำคัญต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งมหาวิทยาลัยชาวบ้านของแต่ละภาค
เพื่อให้เห็นความแตกต่างที่เด่นชัดตามบริบทของชุม เทคนิคการดำเนินงาน เพื่อทำให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลในอนาคตให้เกิดเป็นเครือข่ายระดับประเทศ
ดังนี้ มหาวิทยาลัยชาวบ้าน ภาคใต้ มหาวิชชาลัยชุมชนปักษ์ใต้ ใช้ชื่อย่อว่า มชป. ความเป็นมา
: เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ได้มีการเปิดตัวมหาวิทยาลัยชุมชนปักษ์ใต้
ที่อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดตัวมหาวิทยาลัยชาวบ้านเป็นภูมิภาคแรกอย่างเป็นทางการ
ซึ่งในความเป็นจริง ชุมชนต่าง ๆ ในทุกภูมิภาค ต่างก็มีการเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกันในลักษณะของมหาวิทยาลัยชาวบ้านมานานแล้ว
การเปิดตัวสถาบันการศึกษาชุมชนนอกระบบครั้งนี้ ถือว่า เกิดจากเวทีคนใต้ใช้ปัญญา
ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของตัวแทนปราชญ์ชาวบ้าน ผู้รู้ในท้องถิ่น กลุ่มคนในองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมคนใต้
ปราชญ์ชาวบ้านบางส่วนจากทั่วประเทศ นักวิชาการจากภาคต่าง ๆ มาร่วมในการประชุม
โดยมี ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นประธานในพิธีเปิด ความหมายของมหาวิชชาลัยชุมชนปักษ์ใต้
หากศึกษาดูความหมายของแต่ละคำที่นำมาประกอบ จะได้ความดังนี้ คำว่า มหา หมายถึง
ความยิ่งใหญ่ ล้ำลึกดุจเช่นมหาสมุทร วิชชา หมายถึง ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณของมนุษย์
เป็นเรื่องของการดับทุกข์ ตรงข้ามกับคำว่า อวิชชา คำว่า ลัย หมายถึง ที่อยู่
คำว่าชุมชน หมายถึง กลุ่มคนที่อยู่รวมกันตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป มีการสื่อสารถึงกัน
หรือเขตพื้นที่เดียวกัน หรือทั้งสองอย่าง คำว่า ปักษ์ใต้ หมายถึง ๑๕ จังหวัด
ซึ่งหมายรวมถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ด้วย เพราะฉะนั้นความหมายที่แท้จริงของมหาวิทยาลัยแห่งนี้
น่าจะเป็นกลไกความร่วมมือชองฐานความรู้ต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฐานความรู้ใหญ่ๆ
ในภาคใต้ เกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายชาวบ้าน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ และรวมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เข้าไปเป็น
๑๕ จังหวัด เพื่อให้ต่อยอดองค์ความรู้เดิมให้งอกงามต่อไป และก่อตั้งขึ้นมาโดยความร่วมมือร่วมใจกันของ
"ผู้รู้" ส่วนหนึ่งของภาคใต้ เพื่อให้ฐานของภูมิปัญญาที่มั่นคงแข็งแรง
และมีพลังในการกอบกู้วิกฤตของชาติ จุดมุ่งหมายหลัก
: การพิจารณาทิศทางยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ โดยใช้ทุนทางสังคม ด้านสื่อท้องถิ่น
ศิลปินพื้นบ้าน และวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยผ่านวิทยุชุมชน หอกระจายข่าวตลอดจนการแสดงของศิลปินพื้นบ้านต่าง
ๆ เชื่อมร้อยฐานภูมิปัญญาทุกๆ ฐานเข้าด้วยกัน เป็นการยกระดับภูมิปัญญาชาวบ้าน
ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เคยถูกมองข้าม เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างปราชญ์ชาวบ้าน
ศิลปจารย์ ผู้รู้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน มหาวิชชาลัยชุมชนปักษ์ใต้
และพื้นที่ฐานความร่วมมือเพื่อการจัดการเรียนรู้เบื้องต้นที่สำคัญ ๆ มี ๑๒
ฐาน ดังนี้ จากการรวบรวมองค์ความรู้ทั้งหมดของภาคใต้
ได้มีการนำมาจัดหมวดหมู่เพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการถ่ายทอดและการพัฒนาองค์ความรู้
จึงมีการแบ่งฐานความรู้ของมหาวิชชาลัยชุมชนปักษ์ใต้ ได้กำหนดๆไว้ ๗ ฐานในพื้นที่
ซึ่งเป็นฐานนำร่องให้เกิดการเรียนรู้ ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนเพื่อสังคม
(Social Fund Office) หรือที่เรียกชื่อย่อว่า SIF จำนวน ๕.๔ ล้านบาท ซึ่งผู้สอนเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่เรียกว่า
ศิลปาจารย์ เป็นแกนนำในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ศิลปาจารย์เหล่านี้ คือผู้ที่ผ่านการยอมรับจากคนในท้องถิ่นว่าเป็นผู้ที่ประพฤติดีประพฤติชอบ
มีองค์ความรู้อันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์มาเป็นเวลานานหลายสิบปี และพร้อมที่จะถ่ายทอดให้กับผู้อื่น
โดยมีการจัดตั้งเป็นสภาศิลปจารย์ และมีการก่อตั้งกองทุนน้ำใจศิลปาจารย์ขึ้นมา
เพื่อสนับสนุนการทำงานเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ ที่มีให้ขยายตัวต่อไปและเป็นการเรียนรู้เพื่อดึงเด็กให้กลับชุมชน
ให้เด็กได้เรียนรู้วิถีชีวิตในชุมชนให้สามารถพึ่งตนเองได้ ซึ่งฐานความรู้ทั้ง
๗ ฐานสามารถสรุปได้ดังนี้
มหาวิทยาลัยชาวบ้าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สภาพัฒนาภูมิปัญญา
มหาวิชชลัยชุมชนไทอีสานฮักถิ่น เรียกชื่อย่อว่า มชท. จังหวัดศรีสะเกษ
ได้จัดงานเปิดตัวสภาพัฒนาภูมิปัญญา มหาวิชชาลัยชุมชนไทอีสานฮักถิ่น (มชท.)
ในวันที่ ๑๘-๑๙ กรกฏาคม ๒๕๔๕ ณ ชุมชนศรีษะอโศก อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ความเป็นมา
: เกิดจากการรวมตัวของปราชญ์ผู้นำอีสาน ในช่วงเวลาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๓ จนถึง
พ.ศ ๒๕๔๕ ปีที่ผ่านมา กองทุนชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินกิจกรรมพัฒนาท้องถิ่นแก่องค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนในพื้นที่
๑๙ จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นเงินกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันทั้งในระดับชุมชนและสังคมในวงกว้าง
สามารถแก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจ ได้ในระดับหนึ่ง การดำเนินการดังกล่าว
ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันทั้งในระดับชุมชนและสังคมในวงกว้าง โดยปราชญ์ชาวบ้าน
ผู้รู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลายครั้ง
เพื่อค้นหาแนวความคิดและทิศทางการทำงานที่เหมาะสมร่วมกัน เพื่อผลักดันองค์ความรู้พึ่งตนเองของท้องถิ่นสู่สาธารณะให้มีพลังมากขึ้น
กระบวนการทำงาน
: ได้มีการถักทอเชื่อมร้อยปราชญ์ชาวบ้าน ๑๙ จังหวัดของปราชญ์ชาวบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ในนามของ สภาพัฒนาภูมิปัญญา มหาวิชชาลัยไทอีสานฮักถิ่น ขณะนี้มีปราชญ์ประมาณ
๙๙ คนที่มีการรวมตัว พบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันทุกเดือน เพื่อพัฒนาหลักคิดในการพึ่งตนเองให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
รวมทั้งร่วมกันดำเนินกิจกรรมขยายองค์ความรู้พึ่งตนเองของคนจนให้ต่อเนื่องกว้างขวาง
สามารถเป็น ขุมพลังทางความรู้ภูมิปัญญาอีสาน ในระยะยาว นอกจากนี้
สภาดังกล่าวยังได้มีการวางแผนถอดรหัสองค์ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้านให้ได้ครบทุกคน
เพื่อนำไปผลิตเป็นสื่อชนิดต่างๆ เผยแพร่สู่สาธารณะในวงกว้าง รวมทั้งได้มีการวางแผนขยายองค์ความรู้สู่ชุมชนข้างเคียงอย่างมีกระบวนการ
อันจะนำไปสู่การผลักดันเพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสังคมและนโยบายในการพัฒนาประเทศด้วย โดยสภาพัฒนาภูมิปัญญา
มหาวิชชาลัยไทอีสานฮักถิ่น เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
เพื่อให้ทำกิจกรรมพึ่งตนเองระหว่างปราชญ์ชาวบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดเวลาที่ผ่านมา
ศูนย์การเรียนรูหลายแห่งสามารถสังเคราะห์บทเรียน ประสบการณ์ ออกเป็นเป็นองค์ความรู้
หลักสูตรท้องถิ่น นำเข้าสู่การศึกษาในระบบ เกิดเป็นฐานความรู้ในโรงเรียน
(School base) และฐานความรู้ในชุมชน (Community base) สภาพัฒนาภูมิปัญญา
มหาวิชชาลัยไทอีสานฮักถิ่น จึงมีบทบาทประหนึ่งสถานศึกษา หรือมหาวิทยาลัยของรัฐ
หากที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยชาวบ้านหรือมหาวิทยาลัยชีวิตของคนอีสานนั่นเอง ฐานองค์ความรู้ของสภาพัฒนาภูมิปัญญา
มหาวิทยาลัยชุมชนอีสาน ไทอีสานฮักถิ่น
มหาวิทยาลัยชาวบ้าน
ภาคกลาง สถาบันการเรียนรู้ภูมิปัญญาภาคกลาง สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม
ได้ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคกลาง ได้จัดให้มีงานสัมมนาสภาผู้รู้และภูมิปัญญาภาคกลาง
ในระหว่างวันที่ ๒๙-๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๕ ณ วัดสว่างอารมณ์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี
วัตถุประสงค์
: เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ องค์ความรู้ การแก้ไขปัญหาด้วยพลังชุมชน
และการกำหนดยุทธศาสตร์ของสภาผู้รู้ภาคกลางในการกอบกู้วิกฤต การประชุมดังกล่าวเป็นการรวมตัวกันของผู้ทรงภูมิปัญญาและชุมชนในภาคกลาง
๘ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อุทัยธานี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา
สุพรรณบุรี ลพบุรี อ่างทอง ซึ่งทั้ง ๘ จังหวัดดังกล่าว จะมีศูนย์การเรียนรู้ทั้งสิ้น
จำนวน ๔๙ ศูนย์ และมี ๗ ฐานความรู้ ซึ่งแต่ละฐานความรู้ก็แยกอยู่ตามจังหวัดต่างๆ
ได้แก่
ซึ่งแต่ละจังหวัดก็ได้รับวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ
จึงมีความคิดที่จะกู้ชุมชนให้กลับคืนมาเป็นชุมชนที่สามารถพึ่งตนเอง และพึ่งพาซึ่งกันและกันได้
และให้อยู่ในสภาพออยู่พอกิน หรือยึดถือตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๙ โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้ช่วยกันระดมสมองเพื่อหาปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชน
อาทิ คนรุ่นใหม่มองไม่เห็นความสำคัญของภูมิปัญญาไทย แต่ไปหลงไหลวัฒนธรรมตะวันตก
ชาวต่างชาติปล้นความรู้ภูมิปัญญาไทยที่มีคุณค่า รัฐส่งเสริมการใช้สารเคมี
คนไทยขาดความร่วมมือในการทำงานเพื่อประเทศชาติ คนในชุมชนที่ทำความดีถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมูนิสต์
คนไทยเป็นหนี้เพิ่มขึ้น หรือสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย เป็นต้น มติในที่ประชุมได้ให้ผู้เข้าร่วมประชุมแบ่งกลุ่มตามจังหวัดของตนเอง
พร้อมกับช่วยกันระดมสมองถึงสิ่งที่อยากให้เกิดในชุมชนของตนเองในวันข้างหน้า
เพื่อที่ทางสำนักงานกองทุนเพื่อสังคมจะได้นำเสนอสถาบันผู้รู้ภูมิปัญญาภาคกลางหรือผู้นำชุมชนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ
ซึ่งสามารถรวบรวมประเด็นปัญหาต่างๆ ที่มีลักษณะคล้ายๆ กันเป็นหมวดหมู่ดังต่อไปนี้
การมีส่วนร่วมของชุมชน การลดค่านิยมของคนไทยที่นิยมใช้ของนอก ให้กลับมาใช้ของคนไทย
ให้มีการทำเกษตรกรรมไร้สารพิษ การธำรงรักษาศิลปะ และวัฒนธรรมไทย การไม่ปิดกั้นความคิด
การช่วยกันระดมกำลังเพื่อให้คนไทยพ้นจากภาวะการเป็นหนี้ต่างชาติ ชาวบ้านปลอดหนี้
การกระจายอำนาจสู่ชุมชน จัดให้มีศูนย์ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของจังหวัด การถ่ายทอดความรู้ด้านภูมิปัญญาสู่คนรุ่นใหม่
การทำให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ ไม่มีคอรัปชั่น การทำให้สิ่งแวดล้อมปราศจากมลพิษ
การทำให้ประชาชนรู้จักการออม การรู้รักสามัคคี การทำให้ชุมชนเข้มแข็ง การให้คนไทยรู้จักสร้างงานสร้างอาชีพด้วยตนเอง
การสร้างให้คนไทยมีจิตสาธารณะ การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ
ตลอดจนการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่คนไทยทุกคน ประธานในที่ประชุมได้สรุปการประชุมว่า
พลังสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาบ้านเมืองได้จะมีอยู่ ๓ ข้อ คือ มหาวิทยาลัยชาวบ้าน ภาคเหนือ คำว่า
โฮงเฮียน หมายถึง โรงเรียน ผญา หมายถึงปัญญา ภูมิรู้ ความรู้ ซึ่งคนที่มีความรู้หรือภูมิจะเรียกว่าคนที่มีผญา
ซึ่งบรรดาผญาของคนสมัยก่อน เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ความรู้ภูมิปัญญาไทยตกทอดมาจนปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นศาสนาธรรม คำสอน ประเพณี วิถีชีวิต ภาษา วรรณกรรม การแสดงและดนตรี
หัตถกรรม ปฏิมากรรมและวิศวกรรมพื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย การทำมาหากิน ที่เกื้อกูลต่อธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม มนุษย์และสิ่งที่มีชีวิตต่าง ๆ จตลอดจนการบริหารจัดการบรรดาทรัพย์สินในชุมชนให้ได้รับอย่างทั่วถึงและอย่างเอื้ออารี
โฮงฮอมผญาล้านนา
หรือโฮงเฮียนสืบสานผญาล้านนา ตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ ๓๕ ถนนรัตนโกสินทร์ อ.เมือง
จ.เชียงใหม่ โครงการผญาล้านนา เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๕ โดยการอำนวยการของโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา
และการสนับสนุนด้านงบประมาณจากสำนักงานกองทุนเพื่อสังคม ครั้งแรกใช้ชื่อว่า
สภาผู้รู้ภาคเหนือ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โฮงฮอมผญาล้านนา เพื่อให้มีชื่อเป็นแบบล้านนาจริง
ๆ โฮงฮอมผญาล้านนาประกอบไปด้วยเครือข่ายภาคเหนือจำนวน
๑๑ เครือข่าย ได้แก่
เครือข่ายแต่ละเครือข่ายได้มีการเปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายด้วยกันในระดับภาค นอกจากนั้น นายแพทย์ประเวศ วะสี ยังได้แสดงปาฐกถาเรื่อง พลังภูมิปัญญากับการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเป็นแนวทางให้ชุมชนได้ยึดถือปฏิบัติ และมีการจัดแสดงพื้นบ้านของเครือข่ายต่าง ๆ จึงถือได้ว่า โฮงฮอมผญาล้านนา เป็นผลผลิตที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถักทอผู้คน องค์กร ความคิด และการดำเนินกิจกรรมเพื่อให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ตั้งแต่ชุมชนฐานราก คือ ชุมชนท้องถิ่น มาจนถึงระดับภูมิภาค โฮงฮฮมจึงเปรียบเสมือนกลไก ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในภาคเหนือและภาคต่าง ๆ นับเป็นการสร้างอุดมคติร่วมชาติจากภาคใต้ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ และเสริมสร้างความมั่นใจในการดำเนินงานการศึกษาเรียนรู้ และการพัฒนาตามวิถีของคนล้านนา บทสรุป พระมหากษัตริย์
: พระผู้ทรงเป็นภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน ปี
พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ทำให้คนไทยต้องประสบภาวะวิกฤตล่มสลาย สาเหตุประการหนึ่ง คือ
เราหลงลืมภูมิปัญญาของคนไทยที่สั่งสมในอดีตและการพึ่งพากัน ไปสู่การเอารัดเอาเปรียบกัน
วิกฤตการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดพลังในการแก้ปัญหาร่วมกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ ๙ ทรงห่วงใยความทุกข์ยากของคนไทย จึงทรงพระราชแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน คือ โครงการส่วนพระองค์จิตรลดา และสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี ซึ่งหน่วยงานภาครัฐนำไปเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาประเทศและกำหนดในแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๙ เพื่อให้คนไทยพออยู่พอกิน และพึ่งตนเองได้ รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบาย ๑๒ ข้อของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในนโยบายข้อ ๗ ความว่า ส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการทางการศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและการกีฬา ในการให้การศึกษาอบรมแก่เด็กและเยาวชน โครงการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้และการถ่ายทอดของครูภูมิปัญญาไทย ดร.รุ่ง
แก้วแดง เลขาธิการสภาการศึกษา เห็นความสำคัญของภูมิปัญญาไทยที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศ
โดยได้กล่าวถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องศิลปวัฒนธรรม
และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยกำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ในมาตรา ๔๖ มาตรา ๖๙ มาตรา
๘๑ และมาตรา ๒๘๙ นอกจากนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กำหนดให้กระบวนการเรียนรู้
ต้องส่งเสริมศิลปะ วัฒนธรรม การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และการบูรณาการในเรื่องศิลปะ
วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา และยังกำหนดให้มีการนำประสบการณ์
ความรอบรู้ ความชำนาญ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของบุคคลดังกล่าวมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษา
และยกย่องเชิดชูผู้ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาไว้ด้วย เพื่อให้การนำองค์ความรู้เรื่องภูมิปัญญาไทยเข้าสู่ระบบการศึกษา
ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติครูภูมิปัญญาไทย
สำนักงานฯจึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ของครูภูมิปัญญาไทย
เพื่อดำเนินการสรรหาบุคคลผู้ทรงภูมิปัญญา ยกย่อง เชิดชูเกียรติเป็นครูภูมิปัญญาไทยขึ้นจำนวน
๓ รุ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๖ ซึ่งมีจำนวนครูภูมิปัญญาทั้งหมด ๑๒๙ คน
พร้อมกันนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องการส่งเสริมภูมิปัญญาไทยในการจัดการศึกษา
นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่
๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ที่กล่าวมาเป็นการยกย่องผู้ทรงภูมิปัญญาด้านต่าง
ๆ ของไทย ซึ่ง ดร.รุ่ง แก้วได้กล่าวยกย่องให้เป็น ครูของแผ่นดิน ส่วนภาคประชาชนกล่าวยกย่องเป็นปราชญ์ชาวบ้านหรือศิลปาจารย์
ที่ได้ต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคนานัปการ สืบเนื่องมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ทำให้เกิดองค์ความรู้อย่างหลากหลาย
ปรับประยุกต์การใช้ภูมิปัญญา เพื่อเอาชนะความทุกข์ยากให้สอดคล้องกับยุคสมัย
ทำให้สังคมไทย อยู่รอดได้จนถึงปัจจุบัน และสามารถถ่ายทอดความรู้แก่เยาวชนรุ่นใหม่
ส่วนหน่วยงานต่างๆ
ทั้งภาครัฐและเอกชน ก็ได้ร่วมกันผลักดันผลงานของชุมชนหรือผลงานของผู้ทรงภูมิปัญญาด้านต่าง
ๆ ให้กลายเป็นสินค้าที่นำมาพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งปัจจุบันสินค้าชุมชนต่าง
ๆ สามารถจำหน่ายได้ทั้งภายในและส่งออกตลาดโลก ดังเช่นสินค้า หนึ่งผลิตภัณฑ์
หนึ่งตำบล (One tambon One product) หรือที่เรียกชื่อย่อว่า OTOP นั่นเอง
ซึ่งยิ่งกลายเป็นที่รู้จักของตลาดโลก เมื่อครั้งที่ผู้นำของประเทศต่าง ๆ
มาประชุม APEC ในระหว่างวันที่ ๒๑-๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจำนวน
๑๙ ประเทศ หรือ ๒๑ เขตเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นที่คาดหวังว่า จะเกิดผลกระทบทางบวกอย่างมหาศาลทางด้านเศรษฐกิจที่มาจากสินค้าชุมชนอย่างแน่นอน
ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศแล้ว น่าจะเป็นหนทางของการสร้างฐานเศรษฐกิจของชุมชน
นำเงินตรามาพัฒนาประเทศอีกด้วย การวมพลังชุมชนจากมหาวิทยาลัยชาวบ้านทั้ง
๔ ภาค จะเป็นการระดมสมองและระดมทรัพยากรในระดับรากหญ้าเพื่อเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศที่สำคัญ
รวมทั้งการที่องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้น้อมรับพระราชดำรัสต่าง
ๆ เกี่ยวกับเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น และแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๙ และปฏิบัติตามกฏหมายและแผนงานหลักต่าง ๆ ในการนำองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาประเทศ
เป็นการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างแท้จริง
|
|
กัลยานี ปฏิมาพรเทพ
|