|
พุทธศาสนากับการจัดการศึกษา พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) |
|
|
ขอเรียนถามพระคุณเจ้า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความสำคัญกับบทบาทของศาสนามากขึ้น สถาบันศาสนาเตรียมตัวที่จะรองรับการให้ความสำคัญตรงนี้มากขึ้นมากน้อยเพียงใด อย่างไร ขอเจริญพร ในเรื่องนี้ความจริงคณะสงฆ์ได้มีการเปลี่ยนแปลงมานานแล้ว ก่อนมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เสียอีก คือคณะสงฆ์ได้จัดการศึกษาให้แก่ภิกษุสามเณรที่เรียกว่า "การศึกษาพระปริยัติธรรม" ซึ่งมีทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี แผนกสามัญศึกษา และมหาวิทยาลัยสงฆ์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่พระภิกษุสามเณรตามธรรมเนียมที่ว่า "บวชเรียน" และเพื่อเตรียมบุคลากรให้มีคุณภาพเข้าไว้ในการธำรงรักษาและเผยแผ่ศาสนา แต่การจัดการศึกษาของพระสงฆ์เป็นไปแบบเงียบๆ ไม่ค่อยมีเครือข่ายประชาสัมพันธ์ และไม่ค่อยได้มีบทบาททำงานช่วยเหลือในการจัดการศึกษาของบ้านเมืองมากนัก แม้จะมีอยู่บ้างก็ไม่ค่อยรู้กัน เหมือนกับสร้างขวดน้ำไว้ใบหนึ่ง ในขวดมีน้ำเต็ม แต่ขวดใบนั้นมีปากขวดที่เล็กมาก น้ำมีโอกาสไหลออกจากขวดได้น้อยมาก คือในวงการสงฆ์มีพระสงฆ์ที่มีคุณภาพ ที่เป็นบัณฑิต ที่จบเปรียญสูงๆ และที่มีความรู้ระดับนักธรรมจำนวนมาก แต่ท่านไม่ค่อยได้มีโอกาสทำงาน โอกาสที่จะได้ไปเผยแผ่ศาสนาในสถาบันการศึกษามีน้อย เพราะว่าบางโรงเรียนไม่เปิดโอกาสให้ท่านไปสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียน เพราะฉะนั้น จึงดูเหมือนว่าสถาบันศาสนาจะไม่ค่อยมีบทบาทในเรื่องการศึกษามากนัก ไม่เหมือนสมัยก่อนที่พระสงฆ์มีบทบาทในเรื่องนี้มาก ทั้งๆ ที่ความจริงทางศาสนาก็เตรียมพร้อมอยู่แล้ว เมื่อมีโอกาสก็สามารถทำงานได้ทันที ในส่วนของบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความปรารถนาที่จะออกไปเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากน้อยเพียงใด ความจริงเป็นหน้าที่ของพระอยู่แล้ว
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ก่อน การจัดการศึกษาที่เรียกว่า
"การศาสนศึกษา" นั้น ท่านจัดโดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเป็น
๓ ระดับด้วยกัน คือ
การจัดการศึกษาเพื่อตัวบุคคล
คือภิกษุสามเณรทุกรูปที่บวชมาจะต้องศึกษาหลักเบื้องต้นคือพระวินัย การศึกษาพระวินัยก็คือศึกษาเรื่องศีลของภิกษุสามเณร
ระเบียบปฏิบัติทางศาสนา รวมถึงธรรมเนียมต่างๆ เป็นการศึกษาเพื่อรักษาตัวเอง
เพื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง ทำได้ถูกต้อง ตลอดถึงศึกษาเพื่อเอาตัวให้รอด คือหลุดพ้นจากความทุกข์
เช่นศึกษาและปฏิบัติกรรมฐาน การจัดการศึกษาแบบนี้เป็นการจัดให้เฉพาะตัวบุคคล
ได้ประโยชน์เฉพาะตัว ใครทำใครได้ และเอาตัวรอดได้ โดยจะเรียนตามอัธยาศัย
เรียนจากตำรา หรือจากครูอาจารย์ก็ได้ การจัดการศึกษาเพื่อพระศาสนา
คือจัดหลักสูตรให้เป็นประโยชน์ในเชิงธำรงรักษาเนื้อหาสาระหรือแก่นสารพระศาสนาเข้าไว้
ได้แก่ การเรียนนักธรรมและบาลี หลักสูตรที่ใช้เรียนก็มีเนื้อหาที่มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า
โดยนำพระไตรปิฎกและหลักธรรมต่างๆ มาย่อแล้วเรียนกัน เรียนเพื่อรักษาพระพุทธศาสนา
เรียกกันว่าเรียนพระพุทธพจน์ ที่พระพุทธศาสนาดำรงคงอยู่และสืบต่อมาได้ทุกวันนี้โดยไม่สูญหายหรือผิดเพี้ยนไป
และมีการสืบทอดพัฒนาตลอดมาก็เพราะได้อาศัยการศึกษาเล่าเรียนแบบนี้ การจัดการศึกษาเพื่อสังคม
การศึกษาแบบนี้เป็นการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือสังคมคือลูกชาวบ้านโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา
กล่าวคือสมัยแรกๆ รัฐไม่สามารถจัดการศึกษาได้ทั่วถึง ทำให้ลูกชาวบ้านผู้ใฝ่รู้แต่ยากจนไม่มีโอกาสได้เรียน
จึงอาศัยมาบวชเป็นสามเณรจึงได้เรียน การเรียนแบบนี้เรียกกันว่า "พระปริยัติธรรมแผนกสามัญ"
คือเรียนวิชาทางโลกควบคู่กันไปกับเรียนทางธรรมตามแบบที่ ๒ เมื่อเรียนจบแล้วก็สึกหาลาเพศไป
และสามารถใช้ความรู้ไปประกอบอาชีพเป็นพลเมืองดีของชาติต่อไปได้ การจัดการศึกษาแบบนี้จึงเป็นการช่วยเหลือสังคมหรือผลิตคนที่มีคุณภาพให้สังคมได้ทางหนึ่ง ยังมีการจัดการศึกษาอีกประเภทหนึ่งที่นับเข้าในระดับนี้
คือมหาวิทยาลัยสงฆ์ มี ๒ แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทั้งสองแห่งนี้สอนระดับปริญญา พื้นฐานของภิกษุสามเณรที่จะเข้าเรียนต้องผ่านการศึกษา
๓ ระดับข้างต้นมาก่อน การจัดการศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็เพื่อผลิตพระบัณฑิตออกไปรับใช้พระศาสนาและช่วยเหลือสังคม
คือเมื่อเรียนกันจบแล้วหากยังบวชอยู่ไปก็รับใช้ พระศาสนา หากสึกออกไปก็ไปรับใช้สังคม
เป็นประโยชน์ต่อสังคม สำหรับการจัดการศึกษาสงเคราะห์ หมายถึง การจัดการศึกษาให้แก่เยาวชน เป็นการดึงเยาวชนเข้ามาเรียนในวัด มีพระเป็นผู้สอนหรือควบคุมดูแลใกล้ชิด โดยเปิดวัดให้เป็นโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เป็นโรงเรียนการกุศลของวัด เป็นศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ ระบบนี้คณะสงฆ์ทำมาก่อนจะมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ แต่เมื่อพระราชบัญญัตินี้ออกมาก็จะเอื้อประโยชน์แก่การจัดการศึกษาระบบนี้ให้มีความ เข้มแข็งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้รับผลมากขึ้น มีประโยชน์มากขึ้น ตามพระราชบัญญัติระบุว่าวัด สามารถจัดการศึกษาโดยนำเด็กเข้ามาเรียนในวัดได้ รัฐจะสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งการจัดการสงเคราะห์ เรื่องการศึกษาแก่เยาวชนอย่างนี้วัดจำนวนมากก็จัดทำดำเนินการกันอยู่แล้วไม่น้อย กระจายอยู่ทั่ว ประเทศ นับร้อยนับพันแห่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะที่วัดราชโอรสารามทำมานานแล้ว แต่ทำในรูปของการส่งพระไปสอนในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในวัด นำนักเรียนเข้ามาในวัดนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลแปด ปฏิบัติกรรมฐาน ใช้เวลา ๒ คืน ๓ วัน จัดเป็นรุ่นตลอดทั้งปี เวียนกันไป และต้องทำอย่างนี้คนละ ๑ ครั้งต่อปี นอกจากนั้นยังกำหนดให้นักเรียนเรียนธรรมศึกษาและสอบกัน ปรากฏว่าก่อนจบ ม.๖ มีนักเรียนสอบได้ชั้นธรรมศึกษาเอกจำนวนไม่น้อย การทำแบบนี้เป็นการนำเด็กเข้าวัดและนำให้ห่างยาเสพติดที่ห่วงกันอยู่ได้ด้วย ขณะนี้มีการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยเน้นการสอนศาสนากับการปฏิรูปการเรียนรู้ สามารถใช้กระบวนการที่พระคุณเจ้ากล่าวมาแล้วดำเนินการได้เลยหรือไม่ ได้เลย แต่ก็มีข้อแม้อยู่ คือตามปกติวัดก็มีขอบเขตจำกัดของวัด ทางพระจะไปเรียกร้องมากขอมากก็ไม่ได้ แม้อยากจะทำอยากจะช่วยแต่ไม่มีโอกาสก็ทำไม่ได้ ก็อยู่ที่รัฐจะเปิดโอกาสให้ โรงเรียนจะเปิดโอกาสให้ วัดเปิดอยู่แล้ว จะพบกันครึ่งทางก็ได้ คือวัดเปิดให้เด็กเข้ามาเรียนรู้ในวัด หรือโรงเรียนเปิดโอกาสให้พระที่มีความรู้เข้าไปสอนในโรงเรียน ก็เป็นอันสำเร็จทั้งนั้น ในขณะนี้บางวัดสถานที่อาจจะยังไม่พร้อมเพราะยังไม่ทราบโครงการ แต่ก็สามารถจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กได้ตามแบบการเรียนสมัยใหม่ สำหรับบางวัดมีความพร้อม เช่นที่โรงเรียนวัดราชโอรส ห้องเรียนวิชาพระพุทธศาสนาทำไว้อย่างดี ติดแอร์และปูพรมให้ มีพระไปสอน นั่งเรียนกันกับพื้นแบบธรรมชาติ นี่เป็นวิธีหนึ่ง บางวัดบางแห่งจัดบรรยากาศสำหรับการเรียนรู้พระพุทธศาสนาได้ยอดเยี่ยมมาก นั่งเรียนกันภายใต้ต้นไม้ที่ร่มรื่น เงียบสงบ บรรยากาศดี อย่างนี้ถ้ารัฐสนับสนุนให้ดี โรงเรียนทำความตกลงกับวัดให้ดีก็จะสามารถช่วยเหลือเด็กช่วยเหลือระบบการเรียนรู้ยุคปฏิรูปการศึกษาได้ดีทีเดียว การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ให้แก่พระภิกษุสามเณร คือการศาสนศึกษาจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐเหมือนกับของฆราวาสหรือไม่ ในด้านใดบ้าง เพราะคิดว่างบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอให้พระสงฆ์นำไปใช้ในการจัดการศึกษาเท่าใดนัก ที่ผ่านมาการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์เป็นไปแบบตามมีตามเกิด งบประมาณไม่เพียงพอ ต้องช่วยเหลือตัวเองมาก ผลจึงออกมาไม่ได้มากเท่าที่ควร แต่คิดว่าเมื่อมีการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งกำหนดไว้ว่ารัฐต้องสนับสนุนงบประมาณ การจัดการศาสนศึกษาคงได้รับงบประมาณเต็มเม็ดเต็มหน่วย พระสงฆ์ที่ท่านจัดการศึกษาและรักการศึกษาท่านก็หวังและรอคอยตรงจุดนี้กันอยู่ ที่ผ่านมาโรงเรียนที่สอนศาสนาสอนเฉพาะทฤษฎี อยากให้เน้นสอนการปฏิบัติให้มากขึ้น เพราะบางครั้งเด็กก็ไม่เข้าใจคำสอนบางคำ และอยากให้สอนวิปัสสนาในภาคปฏิบัติไม่ใช่ด้านปริยัติอย่างเดียว ข้อนี้เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
แต่ก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อน ความจริงพระสงฆ์เองก็มีข้อจำกัดในการไปสอนในโรงเรียนโดยเฉพาะการสอนกรรมฐาน
คือพระสงฆ์มีไม่พอที่จะเข้าไปสอนในโรงเรียนทุกแห่งได้ ภิกษุสามเณรในแต่ละปีมีประมาณ
๓ แสนรูป แต่เป็นพระผู้ใหญ่ที่ทำงานคณะสงฆ์บ้าง เป็นพระชราภาพบ้าง กำลังศึกษาเล่าเรียนเองบ้าง
เป็นสามเณรเล็กๆ บ้าง ที่มีศักยภาพและมีเวลาพอที่จะไปสอนตามโรงเรียนต่างๆ
ได้ก็มีเป็นหมื่นรูปเท่านั้น แต่โรงเรียนในประเทศทุกระดับมีมากกว่านั้นอีก
ดังนั้นจำต้องผลิตพระสงฆ์ที่เป็นครูสอนให้มากขึ้น พระที่เรียนจบการศึกษาก็ใช่ว่าจะเป็นครูสอนได้ทุกรูป
เพราะยังมิได้เรียนรู้หลักการสอนโดยเฉพาะเลย แม้ให้ท่านไปสอนก็คงสอนไม่ได้ดีเท่ากับพระที่เรียนรู้หลักการเป็นครูมาแล้ว
เหมือนผู้ที่เรียนเก่งจบปริญญามาก็ใช่ว่าจะสามารถเป็นครูที่ดีได้ทุกคนไป
ข้อนี้ก็ต้องอาศัยรัฐเข้าไปช่วยเหลือโดยการจัดสรรงบประมาณสำหรับสร้างพระสงฆ์ที่มีคุณภาพให้มากขึ้น
แม้ทางคณะสงฆ์จะทำอยู่ก็ยังไม่พออยู่ดีเนื่องจากต้องใช้ทุนรอนมาก เมื่อของพระไม่พอก็ต้องพึ่งรัฐบ้าง
ทั้งนี้ก็ทำเพื่อรัฐนั่นเอง โดยอาศัยพระเป็นผู้ช่วย สำหรับการสอนวิชาจริยธรรมและวิชาวิปัสสนาแก่เด็กนั้นเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ขอพูดตรงๆ ว่าการที่จะทำให้เด็กดีมีคุณภาพตามอุดมการณ์ที่ว่า "เก่ง ดี มีความสุข" นั้น "ดี" จะต้องมาจากกรรมฐาน ต้องเริ่มต้นที่กรรมฐานคือต้องฝึกฝนจิตก่อน ถ้าจิตของเด็กสงบได้ อ่อนลงได้ เก่งก็จะตามมา เพราะเขาจะมีสมาธิในการเรียนมากขึ้นและไม่ติดอบายมุขทั้งหลาย และคำว่า "ดี" ในที่นี้ไม่ได้หมายความเพียงเป็นคนที่มีความเคารพอ่อนน้อมถ่อมตน มีความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเดียว แต่ต้องดีเพราะผ่านกระบวนการฝึกจิตมาแล้ว ถ้าจิตของเด็กอ่อนลง สมาธิก็แข็งขึ้น เก่งก็จะตามมา ดี และความสุขก็จะตามมา การศึกษาในอดีต ดูเหมือนว่าจะหลงทางกันมานานแล้ว คือไปเน้นที่ความเก่ง เน้นแต่คนเก่ง จึงพยายามสร้างเด็กให้เรียนเก่ง คนเก่งจึงมีมาก คนดีก็มีเหมือนกัน แต่เป็นดีที่มีคุณธรรมภายนอกคือกิริยามารยาท มิได้เน้นพัฒนาจิตภายในหรือจิตวิญญาณ ดังนั้นการศึกษาสมัยใหม่ควรจะได้เน้นเรื่องการฝึกจิตให้มาก เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเน้นเพียงให้ดีภายนอกอย่างเดียวก็อาจจะดีได้ไม่ตลอด ต่อไปเมื่อเจอสิ่งแวดล้อมที่ยั่วยุจิตเข้าก็จะควบคุมจิตไม่ได้ดีก็จะลบเลือนหรือกลายเป็นอื่นไป การที่จะให้พระสงฆ์เข้าไปสอนในโรงเรียนเห็นด้วยมาก แต่จะต้องระวังเรื่องการควบคุมความประพฤติของเด็กๆ ต่อพระสงฆ์ให้อยู่ในกรอบที่ดีงามด้วย ข้อนี้ก็ห่วงกันอยู่ทั่วไป มิใช่จะควบคุมแต่เฉพาะเด็กเท่านั้น แม้พระสงฆ์ผู้เข้าไปสอนในโรงเรียนก็ต้องควบคุมเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่ก็จะเป็นพระหนุ่มวัยรุ่น อันนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมและกิเลสตลอดถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็ต้องควบคุมกัน วิธีที่ดีที่สุดก็คือต้องควบคุมที่จิตก่อน ทั้งครูและนักเรียนต้องฝึกฝนเรื่องจิตโดยต้องปฏิบัติกรรมฐานให้ จิตสงบ ให้มีสติทุกเมื่อด้วยกันทั้งสองฝ่าย ปัญหาที่วิตกกันก็จะคลี่คลายลงได้ การจัดการศึกษาด้านศาสนาควรพัฒนาบุคลากรก่อนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการพัฒนาครูผู้สอน การพัฒนาหลักสูตรถ้ามีเนื้อหาวิชาการมากเกินไป นักเรียนจะไม่อยากเรียน ถูกต้องที่สุด การจัดการศึกษาด้านศาสนาจะต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพ
ผู้สอนก็ต้องมีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะ เพราะวิชาการด้านศาสนาเป็นวิชาเฉพาะทาง
มิใช่สอนกันได้ทุกคน ที่กล่าวนี้มิใช่ดูแคลนครูที่สอนวิชาศาสนาอยู่ ที่บางท่านสอนไม่ได้ดีหรือสอนให้เด็กรู้เรื่องไม่ได้
ทำให้เด็กไม่อยากเรียน มิใช่อยู่ที่หลักสูตรมีเนื้อหามากเกินไป แต่เนื่องมาจากครูผู้สอนไม่มีพื้นฐานวิชาด้านศาสนาหรือวิชาศีลธรรมมากนัก
ทำให้ผู้เรียนและผู้สอนมีความรู้พอๆ กัน คืออ่านจากตำราไปพร้อมๆ กัน มีความคิดมานานแล้วว่าต่อไปนี้อยากจะขอให้รัฐดำเนินการ
๒ อย่างคือ ๑. ให้มีการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถาบันการศึกษาระดับสูง
เพื่อผลิตบัณฑิตทางพระพุทธศาสนาให้มากขึ้น มหาวิทยาลัยสงฆ์และสำนักเรียนต่างๆ
ที่ผลิตพระในระดับนี้ยังไม่สามารถผลิตได้มากตามที่ต้องการ จำต้องอาศัยสถาบันการศึกษาชั้นสูงที่รัฐจัด ๒. ขอให้รับครูที่เรียนจบวิชาพระพุทธศาสนาไปสอนในโรงเรียนทุกระดับ
คือผู้ที่จะสอนวิชาศีลธรรมหรือวิชาพระพุทธศาสนานั้นขอให้เป็นครูที่เรียนจบตามข้อ
๑. เท่านั้น คล้ายกับให้เป็นอนุศาสนาจารย์ประจำโรงเรียนเหมือนกับอนุศาสนาจารย์ของทหาร
โดยกำหนดคุณสมบัติพิเศษ ไม่เหมือนอาจารย์ทั่วไป จะเรียกว่า "ครูอนุศาสนาจารย์"
หรือเรียกอย่างอื่นก็ได้ ครูอนุศาสนาจารย์นี้จะทำหน้าที่ทั้งเป็นครูผู้สอนวิชาศีลธรรม
เป็นครูตัวอย่างด้านจริยธรรมให้แก่ครูและนักเรียนได้ ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ
แนะนำทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง เป็นที่พึ่งทางด้านจิตใจได้ ครูประเภทนี้อยากให้มีในทุกโรงเรียน
แต่ก็ต้องคัดเลือกกันพอสมควร เหมือนกับทางทหารเขาคัดอนุศาสนาจารย์ประจำกองทัพ
มิใช่จะเป็นได้ทุกคน แต่เมื่อเข้าประจำการแล้วก็จะได้รับการนับถือจาก ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งกองทัพ และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ว่าถ้าหลักสูตรวิชาศาสนานั้นมีเนื้อหามากเกินไปนักเรียนจะไม่อยากเรียน ยิ่งมีเนื้อหาที่ต้องให้ท่องจำมากๆ นักเรียนอาจเกลียดวิชาศาสนาไปเลยก็ได้ การกำหนดหลักสูตรวิชาศาสนามีความเห็นว่าไม่ต้องมากนัก และไม่ต้องเน้นศัพท์แสงหรือความหมายมากนัก แต่ควรเน้นวิธีปฏิบัติให้ถูกต้องเป็นหลัก เมื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งที่ปฏิบัติไปนั้นมีชื่อเรียกทางศาสนาว่าอย่างไร ก็เป็นอันใช้ได้ทั้งนั้น คิดว่าต่อไปหลักสูตรวิชาศาสนาคงจะไม่เน้นเนื้อหามากเกินไปเหมือนสมัยก่อนๆ แต่จะเน้นข้อเท็จจริงหรือแนวทางที่นักเรียนสามารถเห็นเป็นรูปธรรมและสามารถทำตามได้ในชีวิตประจำวัน หากเป็นเช่นนี้ได้วิชาศาสนาก็จะทำให้เด็กอยากเรียน เรียนด้วยความสุข ไม่ใช่เรียนเพราะถูกบังคับให้เรียนเพื่อสอบเอาคะแนนเท่านั้น ซึ่งก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดมากนัก และอาจก่อให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อวิชาศาสนาไปเลยก็ได้ |