การจัดการศึกษาและเผยแผ่ศาสนธรรมของวัดในพระพุทธศาสนา

พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช)

ขอเรียนถามพระคุณเจ้า โครงการนำร่องการจัดการศึกษาและเผยแผ่ศาสนธรรมของวัดในพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นอย่างไรและมีวัตถุประสงค์อย่างไร

โครงการนำร่องการจัดการศึกษาและเผยแผ่ศาสนธรรมของวัดในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นโดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ที่กำหนดไว้ว่า ต่อไปนี้เด็กไทยต้องมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม หรือเรียกว่าต้องมี "ความรู้คู่คุณธรรม" บทบาทของวัดในด้านนี้มีมาแต่โบราณ วัดให้การศึกษา ให้ความรู้ ให้จริยธรรมมาโดยตลอด ต่อมาได้มีการนำการศึกษาออกไปจากวัด วัดมิได้มีหน้าที่จัดการศึกษาเหมือนก่อน ทำให้กำลังของวัดด้านนี้อ่อนแอลง เหมือนร่างกายของเรา ถ้าไม่ได้ออกกำลังบ้าง กายก็จะอ่อนแอ วัดก็เช่นเดียวกันเมื่อไม่ได้จัดการศึกษา วัดก็อ่อนแอลง พอมีการปฏิรูปการศึกษาเกิดขึ้นอย่างนี้ก็น่าที่จะให้วัดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ให้ท่านได้ออกกำลังคือมีบทบาทในการเผยแผ่ศาสนธรรมแก่หมู่เยาวชนของชาติ เป็นการปลูกฝัง คุณธรรมจริยธรรมกันตั้งแต่เด็กๆ เปิดโอกาสให้ท่านได้ช่วยเหลือชาติบ้านเมืองอีกแรงหนึ่ง เพื่อเสริมความรู้คู่คุณธรรม โดยเฉพาะเน้นเรื่องคุณธรรมซึ่งเราเป็นห่วงกันอยู่ ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) โดยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (ดร.รุ่ง แก้วแดง) ได้ปรารภกับอาตมภาพว่าทำอย่างไรที่จะให้พระภิกษุเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาบ้าง ก็เลยตกลงกันว่าลองไปสำรวจวัดดูว่าวัดที่จัดการศึกษาและเผยแผ่ศาสนธรรมที่ได้รับผลดีมีที่ไหนบ้าง เป็นการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น จึงมีการจัดทำโครงการฯ และแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ ๔ ประการคือ

๑. ศึกษารูปแบบและยุทธศาสตร์ของวัดต่างๆ ที่จัดการศึกษาและเผยแผ่ ศาสนธรรมที่ประสบความสำเร็จ
๒. ศึกษาความต้องการของวัด ตลอดทั้งปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการของวัด
๓. หาแนวทางในการพัฒนา สนับสนุน ช่วยเหลือในส่วนที่วัดดำเนินการแล้วมีปัญหาหรือเกิดอุปสรรค
๔. เพื่อให้การยกย่องสนับสนุนวัด เจ้าอาวาส และพระสงฆ์ ซึ่งจัดการศึกษาและเผยแผ่ศาสนธรรมดีอยู่แล้วให้มีกำลังใจมากขึ้น

ที่กล่าวมานี้ถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญในการดำเนินการโครงการนำร่องการจัดการศึกษาและเผยแผ่ศาสนธรรมของวัด ซึ่งขณะนี้ดำเนินการไปได้ดีพอสมควร

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา คณะทำงานสำรวจแล้วพบว่ามีวัดที่ประสบความสำเร็จในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการจัดการเรียนการสอนมีจำนวนทั้งสิ้นกี่วัด

โครงการนำร่องฯ ที่ดำเนินการในปีงบประมาณ ๒๕๔๕ ได้คัดเลือกวัดเข้าร่วม โครงการนี้จำนวน ๓๐ วัด โดยคัดเลือกจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ สำหรับการคัดเลือกวัดเข้าร่วมโครงการในปีนี้ได้เพียง ๓๐ วัด เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและเป็นการนำร่องในปีแรก ความจริงวัดที่จัดการศึกษาและเผยแผ่ศาสนธรรมที่ประสบผลสำเร็จและมีความสมบูรณ์พร้อมเรื่องการจัดการศึกษาและเผยแผ่ศาสนธรรมมีมากกว่า ๓๐ วัด ซึ่งกระจายอยู่ทุกภูมิภาคเกือบจะทุกจังหวัด จากวัดที่มีอยู่ทั้งหมดกว่า ๓๐,๐๐๐ วัดทั่วประเทศ ปีนี้เป็นเพียงโครงการนำร่องฯ เท่านั้น ยังมีโครงการฯ ในปีต่อๆ ไปซึ่งจะมีการคัดเลือกอีก

วิธีการคัดเลือกของคณะกรรมการมุ่งไปที่วัดที่มีการจัดการเรื่องการศาสนศึกษา และการเผยแผ่ศาสนธรรม คำว่า "การศาสนศึกษา" หมายถึงการจัดการเรียนการสอนให้แก่ภิกษุสามเณรโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับฆราวาส อีกส่วนหนึ่งคือ "การเผยแผ่ศาสนธรรม" หมายถึง การสอนกรรมฐาน การสอนจริยธรรมแก่เด็กๆ และชาวบ้านทั่วไป

โครงการนี้แยกเป็น ๒ ส่วน คือ

๑. การศาสนศึกษา
๒. การเผยแผ่ศาสนธรรม

การศาสนศึกษาคือการให้ความรู้แก่ภิกษุสามเณรเป็นหลัก ซึ่งภิกษุสามเณรต้องศึกษาเล่าเรียนก่อนจึงจะไปเผยแผ่ได้ เพราะฉะนั้น การศาสนศึกษาก็คือการนำเข้า การเผยแผ่ก็คือการถ่ายทอด ถ้าเรียนอย่างเดียวไม่มีการถ่ายทอดก็ไม่รู้จะเรียนไปทำไม จะเรียนเพื่ออยู่รอดตามพระธรรมวินัยก็ไม่ต้องเรียนมาก เรียนแค่นักธรรมก็พอคุ้มตัวได้แล้ว แต่เมื่อต้องไปถ่ายทอดก็ต้องเรียนมากหน่อย และถ้าไม่เรียนรู้ก็ถ่ายทอดไม่เป็น ถ่ายทอดไม่ได้ ดังนี้จึงต้องหาวัดทั้งสองแบบนี้ คือวัดที่ให้การศึกษาด้วยและถ่ายทอดเป็นด้วย ที่ดำเนินการโครงการนำร่องฯ นี้ก็เพื่อสำรวจในเบื้องต้นว่าวัดใดได้รับความสำเร็จในขั้นนี้และทำมานานจนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป คณะทำงานก็จะไปศึกษารูปแบบของท่านเพื่อนำมาศึกษาวิเคราะห์แล้วเปิดเผยเป็นแบบอย่างต่อไป

ในการพิจารณาคัดเลือกวัดเข้าร่วมโครงการ คณะกรรมการได้กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกไว้อย่างไร

ในการคัดเลือกวัดเข้าโครงการฯ ก็มีเกณฑ์การคัดเลือกอยู่ โดยมีคณะกรรมการพิจารณา คณะกรรมการประกอบด้วยเจ้าคณะภาค พระภิกษุตัวแทนหน่วยงานต่างๆ จากทุกภาคทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษา โดยกำหนดไว้ ๕ ภาคการปกครองคณะสงฆ์ รวมแล้วได้ ๓๐ วัด คณะกรรมการดังกล่าวคัดเลือกวัดตามเกณฑ์คัดเลือกโดยพิจารณาจากเจ้าอาวาสเป็นหลัก ดูว่าเจ้าอาวาสมีวิสัยทัศน์อย่างไร ดูภิกษุสามเณรในวัดว่าเรียบร้อยดีงามหรือไม่ ญาติโยมใกล้วัดให้ความร่วมมือกับวัดดีไหม มีความสามัคคีไหม ดูอาคารสถานที่ บริเวณวัด ตลอดจนชุมชนว่าให้ความร่วมมือกับวัดดีหรือไม่ เป็นต้น วัดส่วนใหญ่ที่ได้รับการคัดเลือกจะมีความพร้อมในด้านเหล่านี้

นอกจากพิจารณาจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้และความร่วมมือจากชุมชนแล้วคณะกรรมการต้องพิจารณา ประสิทธิภาพของการดำเนินงานด้วยหรือไม่

นอกจากพิจารณาตามเกณฑ์การคัดเลือกดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการฯ ยังต้องพิจารณาถึงประสิทธิภาพของการดำเนินงานของวัดตามสมควร แต่ยังไม่ลึกมากนัก เนื่องจากมีเวลาสำหรับดำเนินงานตามโครงการฯ ไม่มาก แต่ต่อไปจะดูลึกลงไปอีก คือเมื่อวัดมีความพร้อมและดำเนินการจัดการศึกษาและเผยแผ่ศาสนธรรมแล้ว ก็ต้องมีการประเมินผลด้านประสิทธิภาพว่ามีประสิทธิผลและประสิทธิภาพอย่างไร